จิตแพทย์เร่งดูแลบาดแผลใจ ‘ 2 เด็กน้อย’ หลังพ่อยิงตัวเองเสียชีวิต แม่สาหัส

26.12.17 | 14:49 น.
น.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์

จากกรณีเกิดเหตุสามีภรรยาทะเลาะวิวาทบริเวณหน้าโรงเรียนแห่งหนึ่งย่านถนนนนทบุรี 1 อ.เมือง จ.นนทบุรี ระหว่างมาส่งลูกทั้ง 2 คนเข้าโรงเรียน  โดยพ่อยิงแม่บาดเจ็บอาการสาหัส และยิงตัวเองเสียชีวิตต่อหน้าลูกชายทั้ง 2 คน อายุ 6 ขวบและ 9 ขวบเมื่อวันที่ 25 ธันวาคมที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม  น.ต.นพ.บุญเรือง  ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า  ในระยะเร่งด่วนกรมสุขภาพจิตได้ส่งจิตแพทย์ นักจิตวิทยา พยาบาลจิตเวช  นักสังคมสงเคราะห์ จากโรงพยาบาลศรีธัญญา  สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ ศูนย์สุขภาพจิตที่ 4 ลงเยียวยาจิตใจเด็กทั้ง 2 คน รวมทั้งแม่ที่อยู่ระหว่างพักรักษาตัวที่รพ.เกษมราษฎร์ ร่วมกับทีมสุขภาพจิตเอ็มแคทของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนนทบุรีแล้ว    ซึ่งมีการประสานการดูแลร่วมระหว่างครูประจำชั้นของโรงเรียนอย่างใกล้ชิด เพื่อปฐมพยาบาลบาดแผลทางใจของเด็กทั้ง 2 คน  ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาบาดแผลทางจิตใจหรือโรคเครียดสะเทือนขวัญ ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อพัฒนาพัฒนาการทางสมอง   บุคลิกภาพ  อารมณ์ การปรับตัว  ขาดสมาธิในการเรียนของเด็ก  พร้อมทั้งให้การดูแลครอบครัวทั้งฝ่ายบิดาและฝ่ายมารดาของเด็กด้วย  โดยทีมจะวางแผนดูแลในระยะยาวร่วมกับโรงเรียนอย่างเป็นระบบในวันที่ 28 ธันวาคม 2560 นี้ ซึ่งจะประเมินผลกระทบทางจิตใจทั้งนักเรียน ครู และกลุ่มผู้ปกครองด้วย    

พญ.มธุรดา  สุวรรณโพธิ์  ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์  กทม. กล่าวว่า  เหตุที่เกิดขึ้นมีผลกระทบต่อสภาวะจิตใจของเด็กทั้ง 2 คน เนื่องจากอยู่ในเหตุการณ์ และสูญเสียบิดา   ซึ่งเด็กทั้ง 2 คนอยู่ในช่วงวัยที่มีพัฒนาการเต็ม สามารถรับรู้เหตุการณ์ได้ทั้งการเสียชีวิตและความรุนแรงในครอบครัว ประเด็นที่จิตแพทย์จะเน้นหนักคือการป้องกันผลกระทบรุนแรงทางจิตใจหลังเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญโดยตรงที่พบบ่อย   2  เรื่องคือ  1. โรคเครียดเฉียบพลันหรือโรคเอเอสดี ( Acute Stress Disorder :ASD  ) อาการโรคนี้มีตั้งแต่ ช็อก ตกใจ หวาดผวา มีนงง สับสน  ภาพเหตุการณ์ผุดขึ้นมาซ้ำๆในใจ ฝันร้าย  นอนไม่หลับ กระวนกระวาย  ซึมเศร้า  เด็กอาจรู้สึกผิด รู้สึกว่าตนเองเป็นสาเหตุให้แม่บาดเจ็บหรือไม่สามารถช่วยเหลือพ่อหรือแม่ได้   เด็กจะต้องได้รับการดูแลเยียวยาอย่างเร่งด่วนและใกล้ชิดจากทุกฝ่ายทั้งครู จิตแพทย์ และครอบครัว เพื่อคลี่คลายอาการเครียดให้เด็ก  เกิดความรู้สึกอบอุ่น มั่นใจ และค่อยๆปรับตัวยอมรับกับสภาพเป็นจริงในปัจจุบันได้  ซึ่งทีมจิตแพทย์จะติดตามเป็นเวลา 1 เดือน   โดยอาการจะค่อยๆดีขึ้น  การดูแลในช่วงนี้จะเน้นให้เด็กได้ใช้ชีวิตตามปกติที่สุด คือไปโรงเรียน  เล่นกับเพื่อนๆ  ไม่ต้องให้หยุดเรียน

สำหรับโรคที่ 2 คือโรคเครียดภายหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญหรือโรคพีทีเอสดี(Post-Traumatic Stress Disorder : PTSD)  ซึ่งโรคนี้มีความรุนแรงเรื้อรัง    มักเกิดภายหลังเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว  3-6 เดือน  ซึ่งเด็กทั้ง2 คนนี้จัดว่ามีความเสี่ยงเกิดโรคนี้เพราะอยู่ในเหตุการณ์  โรคนี้มีลักษณะอาการสำคัญอย่างใดอย่างหนึ่งใน 3 อย่างนี้  คือ 1.นึกถึงเหตุการณ์เก่าๆ  2. ไม่ยอมไปโรงเรียน หลีกเลี่ยงการดูข่าวประเภทเดียวกัน  และ 3. ฝันร้าย   โรคนี้เมื่อเกิดขึ้นในวัยเรียนจะมีผลกระทบต่อพัฒนาการทางสมอง  ทำให้เด็กขาดสมาธิในการเรียน  มีปัญหาในการจำ    อาจมีบุคลิกภาพเก็บตัว    อารมณ์อาจซึมเศร้า  ขาดความสามารถในการสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่นและการปรับตัวในอนาคตได้

“  2 ประเด็นที่ต้องระมัดระวังและขอความร่วมมือกับทุกฝ่ายรวมทั้งเพื่อนๆนักเรียนด้วยคือ  ไม่ควรถามความรู้สึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเด็กทั้ง 2 คน  เนื่องจากจะเป็นการกระตุ้นให้เด็กคิดถึงเหตุการณ์ขึ้นมาซ้ำอีก   สิ่งที่ควรทำคือชวนเด็กเล่น ชวนพูดคุยในเรื่องที่ทำให้เด็กสนุกสนานและให้กำลังใจ จะช่วยให้เด็กมีพลังใจ จิตใจเข้มแข็งและก้าวผ่านวิกฤติครั้งนี้ได้   และไม่ควรตำหนิผู้เสียชีวิต   ”  พญ.มธุรดากล่าว

Advertisement

พญ.มธุรดา กล่าวต่อไปว่า  ต้องยอมรับว่าการทะเลาะเบาะแว้งในครอบครัว เป็นบ่อเกิดปัญหาความรุนแรงในสังคม  จึงขอให้ทุกครอบครัวค่อยๆพูดจาสื่อสารกันอย่างสร้างสรรค์  ให้กำลังใจและเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน   มีสติ ใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์  และไม่ควรพึ่งอาวุธแก้ปัญหา  เพราะมีแต่ผลเสีย  ไม่ก่อผลดีต่อทุกฝ่าย   ทุกปัญหามีทางแก้ หากยังแก้ไขไม่ได้ ขอให้โทรปรึกษาสายด่วนคือ 1. สายด่วนสุขภาพจิต 1323  ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งมีนักจิตวิทยาให้คำปรึกษาได้ทุกเรื่อง   และ 2. สายด่วน 1300 ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์