เมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 28 ธันวาคม ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรี ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีบริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค คอนซูมเมอร์ โปรดักส์ (ประเทศไทย) ได้ประกาศเลิกจ้างพนักงานราว 1,800 คน ตามที่สหภาพแรงงาน มิตซูบิชิ อีเล็คทริค ประเทศไทย ได้ยื่นข้อเรียกร้องเพื่อเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง ตามหนังสือเลขที่ สมอท.058/2560 ลงวันที่ 7 กันยายน 2560 ต่อบริษัท โดยผู้แทนทั้งสองฝ่ายได้ทำการเจรจาร่วมกันมาเป็นระยะเวลากว่า 4 เดือน และไม่สามารถหาข้อยุติตกลงกันได้ กระทั่งเมื่อเวลา 22.35 น.ของวันที่ 27 ธันวาคมที่ผ่านมา ทางบริษัทฯ ได้ประกาศขอใช้สิทธิปิดงานเฉพาะข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงานฯ มีผลทันทีตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2560 เวลา 06.00 น.เป็นต้นไป ตามที่นำเสนอข่าวไปก่อนหน้านี้นั้น
ล่าสุดได้รับรายงานจาก นายชาลี ลอยสูง รองประธานคณะกรรมการสมาฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) ว่า หลังทางบริษัทฯ ได้ประกาศปิดงานงดจ้างดังกล่าว ทำให้ทางลูกจ้างที่อยู่ภายใต้สหภาพแรงงาน มิตซูบิชิ อีเล็กทริค ประเทศไทย ประมาณ 200-300 คน เดินทางเพื่อขอเจราจากับทางนายจ้าง ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จ.ชลบุรี เพื่อขอไกล่เกลี่ยกับทางฝ่ายบริหารของ บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค คอนซูมเมอร์ โปรดักส์ (ประเทศไทย) เนื่องจากลูกจ้างราว 1,800 คนได้รับผลกระทบจากการปิดงานงดจ้าง อย่างไรก็ตาม ภายหลังเดินทางเข้ามายังสำนักงานในวันนี้ เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้นัดหมายให้ทางฝ่ายบริหารของบริษัทฯ เดินทางเข้ามาเจราจรร่วมกันกับตัวแทนฝ่ายภาครัฐและฝ่ายลูกจ้าง โดยรับปากว่าจะเดินทางมาร่วมเจรจาในเวลา 13.30 น.ที่ผ่านมา ปรากฎว่าผ่านไป 2 ชั่วโมงจนถึงบัดนี้ ฝ่ายนายจ้างไม่เดินทางมาร่วมเจรจาดังกล่าว ขณะที่เจ้าหน้าที่พยายามโทรหาแจ้งเตือนให้เดินทางมาตามนัดหมายอย่างต่อเนื่อง
“การประกาศปิดงานงดจ้างดังกล่าว ส่งผลให้เกิดความเสียหายทั้งสองฝ่าย ลูกจ้างเองได้รับผลกระทบจากการถูกปิดงาน ส่งผลต่อการดำเนินชีวิต ขณะที่นายจ้างต้องสูญเสียลูกจ้าง และไม่สามารถผลิตงานได้ตามต้องการ ทุกฝ่ายต่างเสียหายกันหมด” นายชาลี กล่าว
ด้านนายสมชาย ไชยมาตย์ อายุ 48 ปี พนักงานบริษัท มิตซูบิชิฯ เปิดเผยว่า ได้ทำงานเป็นลูกจ้างเกี่ยวกับการประกอบเครื่องปรับอากาศมากว่า 27 ปี ตามที่ทางสหภาพแรงงานฯ ได้มีข้อเรียกร้องต่อบริษัท มิตซูบิชิฯ เพื่อขอปรับโครงสร้างเงินเดือน ในปีนี้ทางบริษัท มิตซูบิชิฯ ได้มีข้อเรียกร้องสวนต่อสหภาพแรงงานฯ ได้แก่ 1.ยกเลิกการปรับเงินเดือนเป็นเปอร์เซ็นต์ จากเดิมพนักงานจะได้ถูกปรับเงินเดือนในอัตรา 1,200 บาท ทางบริษัทฯ ขอพิจารณาเงินเดือนแบบปรับฐานเงินเดือนให้เท่ากัน หรือ Flate Rate ในอัตรา 400 บาท ทำให้ทางพนักงานเห็นว่าเป็นการปรับโครงสร้างที่ไม่ยุติธรรม จึงขอเจรจาเรื่อยมา ขณะที่ ปีนี้บริษัทฯ มีกำไรรวม 9,217 ล้านบาท ส่วนยอดขายอยู่ที่ 4.6 พันล้านบาท จากการผลิตเครื่องปรับอากาศส่งออกในเชิงพาณิชย์และตามครัวเรือน ฉะนั้น ทางสหภาพแรงงานฯ จึงเห็นว่าการปรับโครงสร้างไม่สอดคล้องกับกำไรและยอดขายของบริษัทฯ
นายสมชาย กล่าวอีกว่า 2.ทางบริษัทฯ ขอยกเลิกค่าบำรุงสหภาพแรงงานฯ จากเดิมได้หักค่าสมาชิกจากเงินเดือนเพื่อนำเข้าสหภาพฯ ส่วนนี้เห็นว่าเป็นการมุ่งทำลายสหภาพฯ ทำให้ขาดสภาพคล่องทางการเงินและไม่สามารถบริหารจัดการได้ และ 3.ทางบริษัทฯ ขอเพิ่มการทำงานเป็นกะ ให้เป็น 3 เวลา จาก 2 เวลา เดิมลูกจ้างจะได้ค่าจ้างจากการทำโอที หากเพิ่มกะงาน จะทำให้ลูกจ้างไม่ได้รับค่าจ้างจากการทำโอทีและทำให้รายรับค่าตอบแทนน้อยลง ทั้งนี้ ยังมีการบังคับนักศึกษาฝึกงานให้ทำโอทีในช่วงกลางคืนด้วย หากนักศึกษาคนใดไม่ทำโอที จะไม่ผ่านการฝึกงาน ปัจจุบันมีนักศึกษาราว 2,400 คน พนักงานชั่วคราวอีก 5,000 คน พนักงานของบริษัทฯ 2,200 คนและพนักงานของสหภาพแรงงาน 1,800 คน ส่วนโรงงานฐานผลิตได้ตั้งอยู่ 2 แห่ง ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จ.ชลบุรี เขต 4 และ เขต 7
เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้ได้เตรียมตัวไว้ก่อนหรือไม่ว่าจะถูกบริษัทประกาศปิดงานงดจ้าง นายสมชาย กล่าวว่า “เดิมทีได้มีการเตรียมใจและคาดการณ์ล่วงหน้าแล้วว่าหากไม่ได้ข้อยุติ ทางบริษัทฯอาจประกาศปิดงานงดจ้างลูกจ้างภายใต้สหภาพแรงงานฯ และคาดว่าอาจจะเป็นช่วงกลางเดือนมกราคม แต่หลังเมื่อคืนวันที่ 27 ธันวาคม ไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกันได้ ทางบริษัทฯ ได้แจ้งปิดงานอย่างปุบปับ แทนที่ลูกจ้างจะได้เตรียมตัวเดินทางกลับภูมิลำเนาช่วงปีใหม่เพื่อใช้เวลากับครอบครัว กลับต้องเตรียมตัวเดินทางมาขอไกล่เกลี่ยนายจ้างแทน ซึ่งความจริงทางสหภาพแรงงานฯ และนายจ้าง ได้ร่วมเจรจามากว่า 22 ครั้งแล้ว”

