คุกหมื่นปี”ภูดิศ กิตติธราดิลก”จัดคอร์สสัมมนาแชร์ลูกโซ่ 5.3 พันล้าน ติดจริงไม่เกิน 20 ปี

29.12.17 | 13:04 น.
นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย

เมื่อเวลา 09.30น.เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม ที่ ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดี พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ1เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง บจก.เดอะซิสเต็ม ปลั๊ก แอนด์ เพลย์ ,บจก.อินโนวิชั่นโฮลดิ้ง และ นายภูดิศ กิตติธราดิลก อายุ 34 ปีกรรมการผู้มีอำนาจในบริษัท เป็นจำเลย 1-3 ในความผิดฐาน ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน


โดยคำฟ้องระบุพฤติการณ์สรุปว่าเมื่อระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม 2558 – 1กันยายน 2559 จำเลยทั้งสามกับพวกอีกหลายคนซึ่งยังไม่ได้ตัวมาฟ้องได้ชักชวนให้ประชาชนนำเงินมาร่วมลงทุนเพื่อดำเนินธุรกิจจัดหลักสูตรสัมมนาต่างๆ เช่นหลักสุตรเกี่ยวกับการเงินการลงทุนประกอบธุรกิจเสริมความงาม ธุรกิจเต็นท์รถ ธุรกิจส่งออกไปแอฟริกา ลุรกิจอสังหาริมทรัพย์การซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ต่อมาจำเลยทั้งสามได้ร่วมกันฟอกเงินโดยการรับโอนเงินมาครอบครองจำนวน 3,565,299.02 บาท จากการกระทำความผิดตามกฎหมายด้วย
เหตุเกิดที่แขวงห้วยขวาง กทม. และต่างจังหวัด โดยขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 ,343,พรก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 3, 4 ,5, 9 ,11,12, 15
ต่อมาจำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว เห็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคหนึ่ง พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง,มาตรา 12 ,15 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (1) (2), มาตรา60 , 61 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเรียงกระทงความผิดไป แต่ความผิดฐานฉ้อโกงและความผิดฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ปรับจำเลยที่ 1-2 กระทงละ 5 แสนบาท รวม 2,653กระทง เป็นเงินบริษัทละ 1,326,500,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 3 กระทงละ 5 ปี รวม 2,653 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 13,265 ปี สำหรับความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน ให้ปรับเงินจำเลยที่ 1-2 บริษัทละ 1 ล้านบาท จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 10 ปี รวมปรับเงินจำเลย1- 2 ทั้งหมดบริษัทละ 1,327,500,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 13,275 ปี

อย่างไรก็ตามจำเลยรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษกระทงละกึ่งหนึ่ง คงปรับจำเลยที่ 1-2 บริษัทละ 663,750,000บาท จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 6,637 ปี 6 เดือน แต่เนื่องจากความผิดในส่วนของจำเลยที่ 3 นั้น ตามกฎหมายให้กำหนดลงโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 20 ปี จึงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 20 ปี และให้ทั้งหมดร่วมกันคืนเงินจำนวน 574,188,781.22 บาท แก่ผู้เสียหายจำนวน 2,653 ราย พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี

Advertisement

นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทยกล่าวภายหลังคำพิพากษาว่า คดีนี้ผู้เสียหายที่ถูกหลอกลงทุนได้แจ้งความร้องทุกข์ไปที่ดีเอสไอ ปรากฏว่าจำเลยรับสารภาพจึงไม่มีการนัดสืบพยานและศาลก็นัดฟังคำพิพากษาเลย วันนี้ศาลมีคำพิพากษาให้จำคุกจำเลย 13,375 ปี ให้การรับสารภาพลดโทษ 6,637 ปี 6เดือน แต่สามารถลงโทษจริงตามกฎหมายได้ไม่เกิน20ปีและโทษปรับ 663,750,000 และคืนเงินผู้เสียหาย2,000กว่าราย ร่วม 574 กว่าล้าน พร้อมดอกเบี้ย 7.5 ต่อปี ซึ่งแชร์ลูกโซ่ดังกล่าวมีการทำธุรกรรมมีมูลค่า 5,300 ล้าน ซึ่งมีสมาชิคประมาณ 40,000 ราย แต่มีผู้เสียหายมาแจ้งความ 2000 กว่ารายซึ่งคาดว่าหลังจากมีคำพิพากษาผู้เสียหายอาจจะเข้ามาร้องทุกข์เพิ่มเติม อยากฝากว่าคดีแชร์ลูกโซ่หรือแชร์คอร์สสัมมนา ศาลมีคำพิพากษาเป็นหมื่นปีแต่ลงโทษได้ไม่เกิน 20 ปี ตรงนี้เองผุ้เสียหายจึงยังมีรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมเพราะเมื่อออกจากคุกก็อาจจะออกมากระทำผิดซ้ำอีก ตนคิดว่าควรจะต้องแก้ข้อกฎหมายให้คดีแชร์ลูกโซ่ แก้จาก 3-5ปีต่อกระทง ต้องแก้เป็น7-10 ปี ต่อกระทงเพื่อให้ผู้ต้องหาได้รับโทษอย่างน้อย 50 ปี ส่วนในการติดตามทรัพย์ผู้เสียหายจะต้องไปร้องทุกข์ต่อ ปปง. ส่วนปัญหาแชร์ลูกโซ่ระบาดยังไม่มีหน่วยงานไหนลงมาเพื่อช่วยเหลือประชาชนเกี่ยวกับการป้องปรามการกระทำความผิดซึ่งกระทรวงยุติธรรมควรจะลงมาดูแลเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาแชร์ลูกโซ่เพราะการจับกุมของตำรวจหรือดีเอสไอเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ