‘หมอเมย์’ เปิดใจร่วมวิ่ง-ดูแล ‘ตูน’ เหนือจรดใต้ เผยช่วง 800 กม.แรกก่อนถึง กทม. ‘ขา’ ตูนน่าเป็นห่วง

29.12.17 | 21:53 น.

 

เมื่อเวลา 18.30 น.วันที่ 29 ธันวาคม ที่โรงพยาบาลพระราม 9 นพ.เสถียร ภู่ประเสริฐ กรรมการผู้อำนวยการโรงพยาบาล (รพ.) พระราม 9 นายอิทธิพล สมุทรทอง หรือพี่ป๊อก ผู้ร่วมวิ่งกับนายอาทิวราห์ คงมาลัย หรือ ตูน บอดี้สแลม ตลอดเส้นทาง ในฐานะแอดมินเฟชบุคกรุ๊ป 42.195K_club เราจะไปมาราธอนด้วยกัน และ พญ.สมิตตา สังขะโพธิ์ หรือ “หมอเมย์” แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาเวชศาสตร์ฟื้นฟู ประจำ รพ.พระราม 9 ผู้ดูแลโปรแกรมการวิ่ง การดูแลอาการบาดเจ็บ และกายภาพบำบัด ตลอดทางให้กับตูน และทีมงานโครงการวิ่งการกุศล “ก้าวคนละก้าว” ให้สัมภาษณ์ “มติชน” ก่อนขึ้นมอบช่อดอกไม้ และประกาศเกียรติคุณให้ พญ.สมิตตา ในฐานะผู้เสียสละในวิชาชีพ

นพ.เสถียร กล่าวว่า ตั้งแต่ก่อนเริ่มโครงการ รพ.พระราม 9 ได้ตรวจสุขภาพเพื่อเตรียมพร้อมในการวิ่งของนักวิ่งทีม “ก้าวคนละก้าว” ช่วงที่มีกิจกรรมทางโรงพยาบาลก็ช่วยสนับสนุนเต็มที่ ในช่วงแรกได้ส่งรถพยาบาลเข้าไปร่วมด้วย สำหรับตัวหมอเมย์โรงพยาบาลสนับสนุนให้ไปร่วมทีมครั้งนี้ตลอด 55 วัน

“เหตุผลที่สนับสนุน เพราะนอกจากจะทำเพื่อประโยชน์ส่วนร่วมแล้ว เนื่องจากโรงพยาบาลมีคลินิกนักวิ่งที่จะดูแลเตรียมความพร้อมของนักวิ่งด้วย เราจึงสนับสนุนเรื่องนี้เต็มที่ และวันนี้เมื่อหมอเมย์กลับมา โรงพยาบาลก็ได้มอบประกาศนียบัตรให้ เนื่อองจากสิ่งที่หมอเมย์ทำเป็นประโยชน์เพื่อส่วนรวม และเพื่อเป็นกำลังใจให้หมอเมย์ด้วย” นพ.เสถียร กล่าว

นายอิทธิพล กล่าวว่า หลังจากวิ่งเสร็จแล้ว ได้ตรวจสุขภาพแล้วพบสุขภาพดีมาก ดูจากผลเลือดแล้ว พบทุกอย่างปกติ ก่อนหน้านี้จะออกวิ่งกับโครงก้าวได้เตรียมตัวทั้งหมด 45 วัน และซ้อมวิ่งตามปกติ อย่างไรก็ตาม โครงการนี้เหมือนได้ปลุกความเป็นผู้ให้ของทุกคน โดยมีพี่ตูนเป็นสะพานบุญ

Advertisement

“ความกังวลส่วนตัวระหว่างวิ่ง คือใช้รองเท้ามินิมอล ก็จะกลัวกระดูกหน้าแข้งร้าว ต้องเปลี่ยนเป็นรองเท้าที่หนาขึ้น กลัวคนจะมาเหยียบเท้าทั้งของเรา ของพี่ตูน เท้าเป็นส่วนสำคัญที่สุดในการวิ่ง กับพี่ตูนเองเราก็เป็นห่วง กลัวคนจะเข้ามาดึงระหว่างทาง คนอื่นวิ่งไม่ได้ไม่เป็นไร แต่พี่ตูนต้องไม่เจ็บ ต้องวิ่งต่อไปได้ตลอดเส้นทาง หาทุกวิธีเพื่อเซฟเค้าที่สุด พยายามไม่ปกป้องโดยไม่ให้พี่ตูนรู้ แต่พอรู้เขาก็จะบอกว่าไม่เป็นไร ถ้าคนเข้ามาหา เพราะบางคนอาจจะได้เจอเราครั้งเดียวในชีวิต หลังจากนี้ สิ่งที่จะทำต่อเนื่องจากโครงการก้าวอยู่แล้ว ส่วนโครงการอื่นๆ ก็อยู่ระหว่างพูดคุย ต่อไปอยากให้ทุกคนเริ่มออกกำลังกายเริ่มที่ตัวเอง และเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นต่อไป” นายอิทธิพล กล่าว

ด้าน พญ.สมิตตา เปิดเผยความความรู้สึกหลังเข้าสู่เส้นชัยที่ อ.แม่สาย ว่า เป็นหนึ่งคนที่อยู่ในทีมวิ่งมาตลอดระยะเวลา 55 วัน ความสุขคือได้เห็นทุกคนเป็นผู้ให้ ส่วนเราก็ได้รับสิ่งต่างๆ และความรู้สึกที่ดีตลอดเส้นทางที่วิ่งผ่าน รวมถึง ได้เรียนการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนอื่น การทำงานเป็นทีมกับคนอื่นที่มีอาชีพต่างรูปแบบ และสาขามาร่วมตัวกัน เหมือนการรวมพลซูเปอร์ฮีโร่ หรือทีมดิแอดเวนเจอร์ ช่วยกันทำงานเป็นทีมที่แข็งแกร่ง ซึ่งการเข้าเส้นชัยเป็นเพียงบทสรุปของของโครงการเท่านั้น หากใครติดตามจะรู้ได้ว่าทีมงานมีความสุขตลอดเส้นทางอย่างไร หากได้มีโอกาสไปอยู่ตรงนั้นจะเข้าใจ สรุปได้ว่ามีความสุขกับภารกิจนี้มาก

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีความกังวลอะไรระหว่างวิ่ง พญ.สมิตตา กล่าวว่า ความกังกลอยู่ที่ 800 กิโลเมตร ก่อนถึงกรุงเทพฯ เพราะช่วงนั้นเป็นนักวิ่งได้รับบาดเจ็บ และเผชิญกับสถานการณ์ของมวลชนที่ไม่สามารถควบคุมได้ หลายอย่างถูกท้าทาย ทีมแพทย์ ทีมนักวิ่ง และทีมงานที่จัดอีเว้นต์ ทุกอย่างถูกท้าท้ายไปหมด แต่สุดท้ายแล้วความมุ่งมั่นทำให้สามารถผ่านทุกอย่างไปได้ด้วยดี

เมื่อถามอีกว่า ระหว่างทางได้ช่วยเหลือตูน และทีมวิ่งอย่างไรบ้าง พญ.สมิตตา กล่าวว่า ภายหลังการวิ่งทุกเซ็ต จะเข้าไปประเมินอาการด้วยการพูดคุยว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือไม่ หากไม่อาการใด จะเข้าไปยืดเส้น หรือยืดกล้ามเนื้อตามปกติ โดยใช้น้ำแข็งลดการเกร็ง และอักเสบของกล้ามเนื้อ หากมีอาการบาดเจ็บแพทย์จะเข้าไปประเมิน และตรวจร่างกายเพื่อวินิจฉัยถึงสาเหตุของการบาดเจ็บว่าเป็นข้อจำกัดต่อการวิ่งในเซ็ตต่อไปหรือไม่ หากมีอะไรที่เป็นข้อจำกัด จะรักษาด้วยการใช้เข็มฉีด เพื่อลดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ หรือใช้กายภาพอย่างอื่นช่วยตามความเหมาะสมของสถานการณ์ แต่ถ้ามีอาการหนักขึ้น จำเป็นต้องเลื่อนเซ็ตวิ่งให้ทีมวิ่งได้พักร่างกาย โดยแต่ละวันอาการของทีมวิ่งจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของวันนั้น ส่วนหมอเองจะเป็นผู้ให้ข้อมูล โดยพี่ตูนจะเป็นตัดสินใจว่าจะเลือกรักษาแบบใด

“อาการที่น่าเป็นห่วงที่สุด จะอยู่ที่ส่วนขาใน 800 กิโลเมตร แรกจะมีการบาดเจ็บกันมาก หลังจากนั้นพี่ตูนมีอาการบาดเจ็บที่สะบักซ้ายก่อนถึงเส้นชัย 300 กิโลเมตร ส่วนอากาศหนาวไม่มีผลกระทบต่อการวิ่งมากนัก อากาศเย็นทุกคนวิ่งได้อย่างสบาย และผ่อนคลาย ขณะเดียวกันหากเจออากาศร้อนสลับกับฝนต้องเตรียมตัวกันล่วงหน้า เพราะหากเจอแดดร้อนมากต้องระวังอาการลมแดด หรือฮีทสโตรก หากเจอฝนต้องทำให้ร่างกายไม่หนาวจนเกินไป ไม่ให้มีอุณหภูมิร่างกายต่ำ และหากเจออากาศหนาวต้องทำให้ร่างกายอุ่นไม่ให้เป็นหวัด” พญ.สมิตตา กล่าว

พญ.สมิตตากล่าวอีกว่า ปีใหม่นี้ หากอยากเริ่มทำอะไรตัวเอง อยากให้ออกกำลังกาย ดูแลตัวเองก่อนเป็นอย่างแรก เพราะเมื่อทำเสร็จแล้วจะเป็นแรงบันดาลใจต่อให้แก่คนรอบข้าง หากหนึ่งคนในครอบครัว ถ้ามีคนออกกำลังกาย จะมีอีก 2-3 ชีวิตที่แข็งแร็งขึ้น ชวนมาออกกำลังกายกัน