ในรอบปี 2560 มีสถานการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมายและกลายเป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจของประชาชนทั่วประเทศ ดังนั้น “มติชน” จึงรวบรวม 10 ข่าวเด่น ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่สังคมให้ความสนใจในรอบปี 2560

1.พระเมรุมาศ ร.9 น้อมใจส่งเสด็จสู่…สวรรคาลัย
ปี 2560 เป็นปีที่ชาวไทยรวมพลังกายและใจส่งเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ครั้งสุดท้ายอย่างสมพระเกียรติ
ภาครัฐ เอกชน และประชาชน ร่วมแรงร่วมใจถวายงานก่อสร้างพระเมรุมาศและสิ่งปลูกสร้างประกอบ ตลอดจนจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ระหว่างวันที่ 25-29 ตุลาคม 2560 อย่างงดงาม สง่า สมพระเกียรติและเป็นไปตามโบราณราชประเพณี ด้วยถือเป็นครั้งแรกในรอบ 67 ปี ที่มีการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระมหากษัตริย์ ครั้งหลังสุดคืองานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ในปี 2493
พระเมรุมาศ รัชกาลที่ 9 ยึดหลักราชประเพณีโบราณตามสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ โดยศึกษารูปแบบพระเมรุมาศของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ตลอดจนยึดหลักไตรภูมิตามคัมภีร์พระพุทธศาสนา และความเชื่อว่าพระมหากษัตริย์คือสมมุติเทพตามระบบเทวนิยม ที่มีแนวคิดว่าพระนารายณ์อวตารลงมาเป็นพระมหากษัตริย์
จากแนวคิดดังกล่าว นำมาสู่พระเมรุมาศทรงบุษบก 9 ยอด 7 ชั้นเชิงกลอน ซึ่งมีความพิเศษมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ตรงที่มีขนาดใหญ่กว่าพระเมรุ 4 ครั้งหลังที่ผ่านมา ใช้พื้นที่สำหรับประกอบพระราชพิธีถึง 3 ใน 4 ของบริเวณท้องสนามหลวง มีการวางผังโดยกำหนดให้บุษบกประธานอยู่ในตำแหน่งของจุดตัดของแนวแกนเหนือ-ใต้ ตรงกับแนวเจดีย์ทองในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
(วัดพระแก้ว) และแนวแกนตะวันออก-ตะวันตก ตรงกับอุโบสถวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร สื่อว่าในหลวง รัชกาลที่ 9 คือพระมหาราชาผู้เป็นใหญ่ และทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภกด้วย นอกจากนี้มีการผสมผสานของศิลปะชั้นสูงในแขนงต่างๆ มาประยุกต์เข้ากับพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านได้อย่างกลมกลืนและงดงาม
หลังพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ได้จัดนิทรรศการพระเมรุมาศ 2 เดือน ระหว่างวันที่ 2 พฤศจิกายน-31 ธันวาคม 2560 ก่อนจะมีการรื้อถอนราวเดือนมกราคม แล้วย้ายอาคารประกอบพระเมรุมาศและประติมากรรมบางส่วนไปจัดแสดงนิทรรศการไว้ที่พิพิธภัณฑ์แห่งใหม่ซึ่งจะสร้างขึ้นที่ตำบลคลอง 5 อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ส่วนพระเมรุมาศจะไม่มีการจำลองตามโบราณราชประเพณี แต่จะมีการถ่ายทอดองค์ความรู้ในการก่อสร้างไว้ที่พิพิธภัณฑ์แทน
เป็นปีที่ชาวโลกได้เห็นถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนไทยในการส่งเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 9 อย่างสมพระเกียรติ…
2.สถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20
เป็นข่าวที่สร้างความปลื้มปีติแก่วงการพุทธศาสนาของไทย
เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง “สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร)” เจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ขึ้นเป็น “สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก”
องค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2560 โดยมีพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏ พระนามสมเด็จพระสังฆราช ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ จากนั้นมีพิธีสถาปนาขึ้นในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
ภายหลังพระราชพิธีสถาปนาฯสมเด็จพระสังฆราช ได้ประทานวโรกาสให้พุทธศาสนิกชนเฝ้าถวายสักการะและแสดงมุทิตาจิต ทรงมีปฐมโอวาทตอนหนึ่งว่า “ท่านทั้งหลายมีธรรม ความดีความงามประจำใจอยู่ ขอให้รักษาความดีความงามที่มีให้คงอยู่ตลอดไป ขอให้รักษาจิตใจที่เลื่อมใสศรัทธาในพระรัตนตรัยให้คงที่ไว้ หลักธรรมสำคัญ 3 ข้อที่พระพุทธองค์ทรงสอน และขอให้ยึดถือเป็นประจำ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา คือ ทำกาย วาจา ใจ ให้เป็นปกติ นึกถึงสภาวะธรรมที่ว่างเป็นปกติ มีสมาธิ ปัญญาก็เกิดขึ้นตามลำดับ เพราะฉะนั้น ขอให้นึกถึงหลักธรรมที่พระพุทธองค์ได้สอนเราไว้ 3 ข้อง่ายๆ ทุกคนจะมีความสุขใจ…”
นับเป็นข่าวดีสำหรับพุทธศาสนิกชนไทย!!

3.ประกาศใช้ รธน.2560
เป็นอีกวันหนึ่งที่บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ลง
วันที่ 1 เมษายน 2560 เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 ในประวัติการเมือง 85 ปีของไทย ทรงลงพระปรมาภิไธย เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2560 เวลา 15.00 น. ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระราชโองการ และวันเดียวกัน ในเวลา 20.20 น. พล.อ.ประยุทธ์ได้ออกแถลงการณ์ เรื่อง การประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย
โดยกล่าวตอนหนึ่งว่า ผลที่เกิดขึ้นจากการนี้คือคณะรัฐมนตรีชุดนี้จะยังคงอยู่ต่อไป เช่นเดียวกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จนกว่าจะมีการเลือกตั้ง แม้แต่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญก็จะยังคงอยู่ต่อไปอีกระยะหนึ่ง
ที่สำคัญรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้มีผลบังคับใช้พร้อมกับอำนาจตามมาตรา 44
เมื่อย้อนกลับไปก่อนหน้านี้หรือเมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 คสช.ทำการรัฐประหาร และยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 ต่อมา 22 กรกฎาคม 2557 ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว 2557 กำหนดให้มีคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 36 คน เพื่อร่างรัฐธรรมนูญถาวรฉบับใหม่ โดยมีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน ที่ได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญรวม 285 มาตรา ต่อมาเมื่อ 6 กันยายน 2558 สภาปฏิรูปแห่งชาติมีมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้
คสช.จึงตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา โดยเมื่อ 5 ตุลาคม 2558 พล.อ.ประยุทธ์แต่งตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 21 คน โดยนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน ต่อมา 26 มีนาคม 2559 คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จเรียบร้อย มีเนื้อหา 16 หมวด 279 มาตรา เป็นฉบับที่มีจำนวนหมวดมากที่สุดกว่ารัฐธรรมนูญทุกฉบับ และมีการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อ 7 สิงหาคม 2559 ผลออกมาผ่านความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียง 15,562,027 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 61.40 ไม่เห็นชอบ 9,784,680 คน
คิดเป็นร้อยละ 38.60 ส่วนประเด็นที่สอง คำถามพ่วง ได้รับคะแนนเห็นชอบ 13,969,594 คน ขณะที่คำถามพ่วงว่าด้วยการกำหนดให้ ส.ส.และ ส.ว.เลือกนายกรัฐมนตรีภายในระยะเวลา 5 ปีแรก ผ่านความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียง 13,969,594 คะแนน คิดเป็น 58.11 เปอร์เซ็นต์
เนื้อหาสาระรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เคยให้ความเห็นว่า เน้นการป้องกันปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจัง ทำให้การเมืองไม่ใช่เป็นที่ฟอกตัวของคนเคยทำผิด ในส่วนเนื้อหาอื่นที่มีการกล่าวกันมาก อาทิ เป็นฉบับที่เปิดทางให้รัฐสภาตั้งนายกฯคนนอกเกิดขึ้น อาศัย ส.ส.ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง หรือ 250 คน เสนอต่อประธานรัฐสภาว่าจะเลือกนายกฯคนนอกเหนือจากรายชื่อที่พรรคการเมืองเองแจ้งไว้ โดยรัฐสภา ประกอบด้วย ส.ส.และ ส.ว.ทั้งหมด ลงมติด้วยคะแนนเสียง 2 ใน 3 หรือ 500 คนจาก 750 คน อนุมัติ และในกรณี ส.ส.เข้าชื่อกัน 1 ใน 10 หรือ 50 คนเสนอชื่อบุคคลใดก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรี และลงมติเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่ง หรือ 251 คน ยังมีเรื่องระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ผู้มีสิทธิออกเสียงจะกาบัตรใบเดียวเลือกได้ทั้งคน ทั้งพรรค และยังมี ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวน 350 คน ใช้ระบบเลือกตั้งเสียงข้างมาก หนึ่งคนหนึ่งเขต ส่วน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ไม่เกิน 150 คน เป็นต้น

4.มหากาพย์คดีจำนำข้าว ‘ปู’ หนี
ดูเหมือนเหตุการณ์ประวัติศาสตร์การเมืองไทยจะย้อนกลับมาอีกครั้ง เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อ่านคำพิพากษาลับหลังในคดีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว
มีคำพิพากษาจำคุก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นเวลา 5 ปี โดยมีมติเป็นเอกฉันท์ไม่รอลงอาญา และศาลฎีกาฯยังมีคำสั่งให้ออกหมายจับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพื่อให้บังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลต่อไป
เหตุการณ์ครั้งนี้ดูเหมือนจะคล้ายกับเหตุการณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็มีอันต้องเดินทางออกนอกประเทศ จากคดีที่ถูกเช็กบิลหลายคดี
แต่สำหรับนางสาวยิ่งลักษณ์นั้นจะแตกต่างก็ตรงที่ดำเนินการภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ใช้กฎหมายใหม่ ศาลจะไม่รอให้นำตัวผู้ถูกกล่าวหามาฟังคำตัดสิน แต่สามารถอ่านลับหลังเพื่อตัดสินความผิดได้เลยทันที
คดีนี้เป็นผลสืบเนื่องจากโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ศาลฎีกาฯมีคำวินิจฉัยว่า เป็นการขายที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากมีการแอบอ้างสัญญาจีทูจี เพื่อนำข้าวมาเวียนขายแก่ผู้ค้าข้าวในประเทศ เป็นการแสวงหาผลประโยชน์โดยทุจริต ที่ผ่านมามีข้อมูลทั้งการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน การตั้งกระทู้ถามในสภาและข่าวจากสื่อมวลชน แต่นางสาว
ยิ่งลักษณ์กลับไม่ระงับยับยั้งจนเกิดความเสียหาย
การกระทำของจำเลยเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ลงโทษจำคุก 5 ปี
การนัดฟังคำพิพากษาเมื่่อวันที่ 27 กันยายน เป็นการเลื่อนจากเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม เนื่องจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่เดินทางไปศาลตามนัดโดยให้เหตุผลว่าป่วยด้วยโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน
จนถูกออกหมายจับ และปรับนายประกันเต็มสัญญา 30 ล้านบาท
ทีมทนายความของอดีตนายกฯ ประกอบด้วย นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง และนายสมหมาย กู้ทรัพย์ ได้เดินทางมาถึงศาลฎีกาฯ นายนรวิชญ์แจ้งว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถติดต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้
และจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีใครยืนยันได้ว่านางสาวยิ่งลักษณ์เดินทางไปพำนักประเทศใด แต่หลายคนเชื่อว่าคงจะไม่ห่างจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พี่ชาย อดีตนายกรัฐมนตรีที่ประสบชะตากรรมเช่นเดียวกันแน่นอน
ส่วนเรื่องนี้จะลงเอยอย่างไร คงเป็นหนังชีวิตม้วนยาวที่ต้องรอดูกันต่อไป

5.ปรับครม.บิ๊กตู่5-ประกาศเลือกตั้ง
ด้วยเงื่อนไขช่วงปลายของรัฐบาล “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หลังบริหารประเทศมานานกว่า 3 ปี
ปัจจัยหนึ่งที่ถ่วงรั้งการบริหาร คือ เหล่าบรรดา “บิ๊กทหาร” พรรคพวกเพื่อนฝูงที่โอบอุ้มกันมานั่งบริหารกระทรวงต่างๆ เข้าตำรา “ความชั่วไม่มี ความดีไม่ปรากฏ” จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ด้วยปัจจัยลดสัดส่วน “ทหาร” ดึง “มืออาชีพ” เข้ามาทำงานแทน
วันที่ 23 พ.ย.โปรดเกล้าฯรายชื่อ “ครม.บิ๊กตู่ 5” มีรายชื่อรัฐมนตรีพ้นหน้าที่ 16 ตำแหน่ง และแต่งตั้งใหม่ 18 ตำแหน่ง
รัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่ง ประกอบด้วย พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร และ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกฯ นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ และนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมต.ประจําสํานักฯ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.ท่องเที่ยวฯ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.การพัฒนาสังคมฯ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รมช.เกษตรฯ นายพิชิต อัคราทิตย์ รมช.คมนาคม พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมว.ยุติธรรม นางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และหม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล รมช.ศึกษาธิการ
พร้อมแต่งตั้งรัฐมนตรีใหม่และสลับเก้าอี้บางตำแหน่ง ประกอบด้วย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ เป็นรองนายกฯ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล เป็น รมต.ประจําสํานักฯ พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล เป็น รมช.กลาโหม นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็น รมว.ท่องเที่ยวฯ พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ เป็น รมว.การพัฒนาสังคมฯ
นายกฤษฎา บุญราช เป็น รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายลักษณ์ วจนานวัช และนายวิวัฒน์ ศัลยกําธร เป็น รมช.เกษตรและสหกรณ์ นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร เป็น รมช.คมนาคม นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ เป็น รมว.พลังงาน นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เป็น รมว.พาณิชย์ น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร เป็น รมช.พาณิชย์ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว เป็น รมว.แรงงาน นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ เป็น รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายอุดม คชินทร เป็น รมช.ศึกษาธิการ นายสมชาย หาญหิรัญ เป็น รมช.อุตสาหกรรม และ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกฯเป็น รมว.ยุติธรรมอีกตําแหน่งหนึ่ง
“ครม.บิ๊กตู่ 5” อาจเป็นการปรับ ครม.ครั้งสุดท้ายเพื่อปรับภาพลักษณ์ กระตุ้นการทำงาน เรียกศรัทธากลับคืนมา พร้อมเดินหน้าโครงการเมกะโปรเจ็กต์ การขับเคลื่อนนโยบายประชารัฐ ถือเป็นการทิ้งไพ่ใบสุดท้ายก่อนเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง
ขณะเดียวกันแรงกดดันจากภายในและภายนอกประเทศตลอด 3 ปีให้ประกาศวันเลือกตั้ง เพื่อนำประเทศกลับสู่ประชาธิปไตย และกลายเป็นประเด็นทำให้ พล.อ.ประยุทธ์หงุดหงิดทุกครั้งที่ถูกถามเรื่องนี้
ในที่สุด วันที่ 10 ต.ค. ภายหลังการประชุม คสช.รับทราบการประกาศใช้ พ.ร.ป.พรรคการเมืองฉบับปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องผ่อนคลายให้พรรคทำกิจกรรมทางการเมือง
“บิ๊กตู่” ประกาศชัดเจนครั้งแรกว่า ประมาณเดือนมิถุนายน 2561 ก็จะประกาศวันเลือกตั้ง และประมาณเดือนพฤศจิกายนในปีเดียวกันจะมีการเลือกตั้ง
ขณะเดียวกันพรรคการเมืองออกมากดดันให้ปลดล็อกเพื่อเปิดโอกาสให้ทำกิจกรรมทางการเมือง
แต่รัฐบาลสร้างเงื่อนไขต้องการปลดล็อกเฉพาะการเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนเลือกตั้งระดับชาติ ในระดับ อบต. อบจ. เทศบาล กทม. เมืองพัทยา
ทั้งนี้ไทม์ไลน์ตาม พ.ร.ป.พรรคการเมืองได้บีบรัดให้รัฐบาลต้องผ่อนคลายให้พรรคการเมืองตามเงื่อนไขกฎหมาย ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่แกนนำพรรคการเมืองออกกดดันรัฐบาล
วันที่ 22 ธ.ค. พล.อ.ประยุทธ์ลงนามคำสั่งหัวหน้า คสช.ใช้ ม.44 เพื่อผ่อนคลายกรอบเวลาใน พ.ร.บ.พรรคการเมือง สาระสำคัญ คือ การผ่อนคลายให้พรรคทำกิจกรรม 3 ขยัก คือ 1.นับตั้งแต่วันประกาศคำสั่งมาตรา 44 ไปจนถึงวันที่ 1 มี.ค.2561 2.จากวันที่ 1 มี.ค.2561 ไปจนถึง 1 เม.ย.2561 3.จากวันที่ 1 เม.ย.2561 เป็นต้นไป และหลังจากนั้นจะมีการปลดล็อกพรรคการเมือง โดยจะยกเลิกประกาศ คสช.และคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่เป็นปัญหาและอุปสรรคต่อการเลือกตั้งโดยเสรี
หลังคำสั่ง ม.44 ออกมา 3 พรรคใหญ่ “เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์-ชาติไทยพัฒนา” ก็ออกมารุมถล่มคำสั่ง คสช.แก้ไข พ.ร.ป.พรรคการเมือง มีวาระซ่อนเร้นจงใจเซตซีโร่สมาชิกพรรค ทำลายฐานพรรคเก่าให้อ่อนแอ เอื้อประโยชน์ให้พรรคการเมืองใหม่

6.ปธ.ฎีกาคนที่44พลิกโผ
การแต่งตั้งประธานศาลฎีกาคนใหม่ ส่วนใหญ่มักจะเลือกจากผู้พิพากษาที่มีอาวุโสอันดับที่ 1 แต่ปี 2560 การแต่งตั้งประธานศาลฎีกาแทนนายวีระพล ตั้งสุวรรณ ที่เกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน มีการพลิกเล็กๆ
โดยที่ประชุมคณะกรรมการตุลาการยุติธรรม หรือ ก.ต. มีมติไม่เห็นชอบที่จะให้นายศิริชัย วัฒนโยธิน ประธานศาลอุทธรณ์ ที่อาวุโสอันดับ 1 เป็นประธานศาลฎีกาคนใหม่ และต่อมาที่ประชุม ก.ต.มีมติเห็นชอบให้นายชีพ จุลมนต์ รองประธานศาลฎีกาคนที่ 1 ที่อาวุโสอันดับ 2 เป็นประธานศาลฎีกาคนใหม่
ทั้งนี้ “ศิริชัย วัฒนโยธิน” ถูกเสนอชื่อเข้าสู่ที่ประชุมอนุ ก.ต. และอนุ ก.ต.ประชุมพิจารณาคุณสมบัติและความเหมาะสมถึง 4 ครั้งคือ วันที่ 22, 26, 28 และ 29 มิถุนายน 2560 จากนั้นนำมติส่งให้ ก.ต.พิจารณา
วันที่ 3 กรกฎาคม 2560 ที่ประชุม ก.ต.ครั้งที่ 13/2560 มีมติเป็นเอกฉันท์ไม่เห็นชอบให้ “ศิริชัย วัฒนโยธิน” เป็นประธานศาลฎีกาคนใหม่ โดยระบุว่า เป็นผู้ที่ไม่เหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่ง
วันที่ 6 กรกฎาคม “ศิริชัย วัฒนโยธิน” ตั้งโต๊ะแถลงข่าวยอมรับมติของ ก.ต.ไม่คิดฟ้องร้อง ไม่คิดลาออก โดยหวังจะเป็นประธานศาลอุทธรณ์ต่อไป
วันที่ 11 กรกฎาคม มีการประชุม ก.ต.ครั้งที่ 14/2560 และที่ประชุมมีมติเอกฉันท์เห็นชอบให้ “ชีพ จุลมนต์” รองประธานศาลฎีกาคนที่ 1 เป็นประธานศาลฎีกาคนที่ 44 เนื่องจากเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ มีความซื่อสัตย์สุจริต มีความรู้ในทางวิชาการคดี เป็นแบบอย่างที่ดีต่อข้าราชการตุลาการและเป็นไปตามลำดับอาวุโส
ต่อมามีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นมาสอบสวน “ศิริชัย วัฒนโยธิน” พร้อมกำหนดตำแหน่งใหม่ “ที่ปรึกษาประธานศาลฎีกา” ขึ้นมา เพื่อโยกย้าย “ศิริชัย วัฒนโยธิน” มานั่งเป็นการเฉพาะ
“ศิริชัย วัฒนโยธิน” จึงต้องออกมาแถลงข่าวเป็นครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม โดยนำถ้วยรางวัลคริสตัล “รางวัลศาลยุติธรรมกลุ่มศาลสูงดีเด่น ปี 2559” มาวางไว้ในเวทีแถลงข่าว
“ศิริชัย วัฒนโยธิน” แถลงด้วยเสียงสั่นเครือ รับว่า เจ็บปวดรวดร้าวที่ถูกกระทำ แต่ยังไม่คิดที่จะลาออก
สุดท้าย 18 กรกฎาคม 2560 “ศิริชัย วัฒนโยธิน” แถลงลาออกจากราชการ โดยกล่าวหา “ผมถอยจนไม่รู้จะถอยยังไงแล้ว ถอยจนไม่มีที่ยืน ก็ต้องลาออกด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว ไม่เคยคิดว่าชีวิตรับราชการ ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ขยันขันแข็งทำงาน แต่กลับต้องเจอแบบนี้”

7.ฮีโร่ ‘ตูน บอดี้สแลม’
บันทึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่สำหรับโครงการ “ก้าวคนละก้าว” นำโดยนายอาทิวราห์ คงมาลัย หรือ “ตูน บอดี้สแลม” นักร้องชื่อดัง และทีมงานเพื่อ 11 โรงพยาบาล (รพ.) ทั่วประเทศ
ประกอบด้วย รพ.ยะลา, รพ.สุราษฎร์ธานี, รพ.ราชบุรี, รพ.เจ้าพระยายมราช อ.เมืองสุพรรณบุรี, รพ.ศูนย์สระบุรี, รพ.ขอนแก่น, รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี, รพ.นครพิงค์ จ.เชียงใหม่, รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์, รพ.น่าน (อยู่ในพื้นที่พิเศษห่างไกลเมือง) และ รพ.พระมงกุฎเกล้าฯ
โดย “ตูน” และคณะวิ่งระดมทุนซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับ รพ.ที่ยังขาดแคลนอุปกรณ์ เพื่อใช้รักษาผู้ป่วยจำนวนมาก มีจุดสตาร์ตจาก อ.เบตง จ.ยะลา ใต้สุดและไปสิ้นสุดที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย เหนือสุดแดนสยาม รวมระยะทาง 2,215.40 กิโลเมตร
เริ่มวิ่งตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 และสิ้นสุดเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2560 รวมเวลาทั้งสิ้น 55 วัน ผ่านจังหวัดยะลา ปัตตานี สงขลา นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี นครปฐม กรุงเทพมหานคร นนทบุรี สุพรรณบุรี ชัยนาท นครสวรรค์ กำแพงเพชร ตาก ลำปาง พะเยา และเชียงราย
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ทำให้สังคม โลกโซเชียลมีเดียวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา
ขณะที่ “ตูน” ในฐานะผู้นำการเคลื่อนไหว ได้แสดงจุดยืนมุ่งมั่นว่าต้องการทำให้แพทย์ พยาบาล เพื่อช่วยเหลืออีกหลายชีวิตที่เข้ามารักษาที่โรงพยาบาล
อย่าลืมว่าก่อนหน้านี้ “ตูน” เคยวิ่งเพื่อโรงพยาบาลบางสะพานมาแล้วครั้งหนึ่ง ยอดบริจาคครั้งนั้นเกือบร้อยล้าน
ครั้งนี้ก็เช่นกัน “ตูน” ตั้งเป้าเงินบริจาคไว้ 700 ล้านบาท โดยตลอดเส้นทางที่วิ่งผ่านจะมีส่วนราชการ ผู้นำ ประชาชน เยาวชนมาต้อนรับอย่างอบอุ่น ร่วมเซลฟี่และมอบเงินสมทบจำนวนมาก
ไม่เฉพาะเส้นทางที่วิ่งผ่านเท่านั้น จังหวัดที่อยู่นอกเหนือเส้นทางยังมี “ผู้นำ” จัดกิจกรรมวิ่งไปขอรับบริจาคเพื่อสมทบให้กับ “ตูน” ด้วย
เป็นกระแสฟีเวอร์ทั่วฟ้าเมืองไทย จนยอดบริจาครวมทั้งสิ้น 1,160 ล้านบาท
นับเป็น “ก้าวแรก” ที่จุดประกายให้กับเด็ก เยาวชน และคนในสังคมเกิดการตื่นตัว

8. ‘ดิจิทัล เทค’ มันใหญ่มาก
ปรากฏการณ์ที่เรียกรวมๆ “Disruption” หรือการที่เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่เข้ามาแทนสิ่งที่มีอยู่เดิม ทำให้ของเดิมล่มสลายแตกเป็นเสี่ยง
เช่นเดียวกับเทคโนโลยีดิจิทัลกำลังบดขยี้หลายกิจกรรม หลายธุรกิจ เปลี่ยนแปลงสูญสลายไป
วงการสื่อสิ่งพิมพ์ วงการบันเทิง วงการโทรทัศน์ โทรคมนาคม การเงินการธนาคาร ธุรกิจค้าปลีก กำลังถูกเขย่าให้ต้องปรับตัว
เห็นจะจะก็คือการปิดตัวของสื่อสิ่งพิมพ์ ไล่ย้อนไปเมื่อปี 2559 นิตยสาร “Candy” ประเดิมปิดตัวเมื่อเดือนมกราคม จากนั้นตามมาด้วย “Volume” “Image” “Cosmopolitan” “บางกอกรายสัปดาห์” “Seventeen” “สกุลไทย” “WHO” “I Like” “พลอยแกมเพชร” “C-Kids” “Oops!” “Lemonade”
หนังสือพิมพ์ “บ้านเมือง” ก็ปิดฉากตัวเองในปีนี้ด้วย
ขึ้นปี 2560 นิตยสาร “แมรี แคลร์” ประกาศปิดตัวในเดือนกุมภาพันธ์ ตามมาด้วย “Men”s Health” “ครัว” “เนชั่นสุดสัปดาห์” “Filmax” “ขวัญเรือน” “ดิฉัน” “มาดาม ฟิกาโร่”
ล่าสุด “คู่สร้าง คู่สม” และคู่ร้านเสริมสวย ที่มีอายุยาวนานกว่า 40 ปี ก็ต้องอำลาผู้อ่านในช่วงท้ายปลายปี
แวดวงการเงินการธนาคารปรับเปลี่ยนตัวเองสู่ “ฟินเทค” ให้บริการรูปแบบดิจิทัล และกำลังถูกบริษัทเกิดใหม่หรือสตาร์ตอัพนำนวัตกรรมเข้ามาหาส่วนแบ่งการตลาดจากธุรกิจรูปแบบเดิม
ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยระบุจำนวนรวมสาขาของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบตั้งแต่เดือนมกราคมถึงพฤศจิกายนปีนี้ปิดสาขาลงไปแล้ว 204 สาขา ตู้กดเงินสดหรือเอทีเอ็มจะค่อยๆ ลดความสำคัญลง เพราะลูกค้าหันไปใช้บริการดิจิทัลแบงกิ้ง แนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
หรือวงการค้าปลีก บริษัทในเครืออาลีบาบาของแจ๊ก หม่า อาลีบาบานำอาลีเพย์จับคู่ทรูมันนี่เครือซีพี นำเทคโนโลยีฟินเทคบุกตลาดอีเพย์เมนต์ ประเดิมด้วยการชำระเงินค่าสินค้าและบริการผ่านทางร้านสะดวกซื้อ “เซเว่นอีเลฟเว่น”
และอีกหลายธุรกิจกำลังนำ “QR code” มาปรับใช้เพื่อชำระค่าสินค้าและบริการ ไม่ต้องพกเงินสดให้ยุ่งยาก ไม่ต้องเสี่ยงถูกฉกชิงวิ่งราว
กล่าวได้ว่าโลกวันนี้ไม่มีใครจะสามารถต้านทานแรงถาโถมของ “ดิจิทัล เทคโนโลยี” มีเพียงหนึ่งทางเลือกเดียวคือ เรียนรู้ ทำความเข้าใจ เปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับมัน
เมื่อเอาชนะไม่ได้ ก็เป็นพวกเดียวกันเสียเลย

9.น้ำท่วมใหญ่
รอบปีที่ผ่านมาประเทศไทยประสบภัยน้ำท่วมอยู่หลายครั้ง จากอิทธิพลของพายุและลมมรสุมที่พัดผ่าน จนสร้างความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมาก ไล่เรียงมาตั้งแต่ช่วงต้นปี เดือนมกราคม มรสุมตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรง ทำให้ฝนตกหนักและเกิดน้ำท่วม บ้านเรือนประชาชน สถานที่ราชการ และพื้นที่ทางการเกษตร จากข้อมูลของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย พบว่า มีจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ 12 จังหวัด ประกอบด้วย จ.ชุมพร ตรัง ประจวบคีรีขันธ์ นราธิวาส ปัตตานี พัทลุง ยะลา สงขลา สุราษฎร์ธานี กระบี่ ระนอง และ จ.นครศรีธรรมราช รวม 129 อำเภอ 835 ตำบล 6,307 หมู่บ้าน 587,544 ครัวเรือน 1,815,618 คน มีผู้เสียชีวิต 95 ราย โดย จ.นครศรีธรรมราชได้รับความเสียหายมากสุด
จากนั้นช่วงเดือนกรกฎาคมเกิดฝนตกหนักจากอิทธิพลของพายุ 2 ลูก ลูกแรก พายุโซนร้อน “ตาลัส” ที่พัดผ่านในช่วงกลางเดือนทำให้เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะทางด้านตอนบนของภาคเหนือ และบางพื้นที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมวลน้ำบางส่วนในพื้นที่ภาคเหนือได้ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ประกอบกับมีฝนตกในพื้นที่ภาคกลาง ทำให้ปริมาณน้ำในลำน้ำมีค่อนข้างมากและเกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำริมน้ำบริเวณจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และช่วงปลายเดือน พายุโซนร้อน “เซินกา” ได้เคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศไทยในช่วงปลายเดือน ส่งผลทำให้เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือและบางพื้นที่ของภาคเหนือ ทำให้หลายพื้นที่ของประเทศเกิดอุทกภัยรวม 44 จังหวัด อาทิ จ.เพชรบูรณ์ น่าน กำแพงเพชร เชียงราย เชียงใหม่ พิจิตร อุตรดิตถ์ พะเยา พิษณุโลก แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง สุโขทัย ชัยภูมิ เลย อุบลราชธานี ขอนแก่น มหาสารคาม ศรีสะเกษ นครราชสีมา กาฬสินธุ์ บุรีรัมย์ สกลนคร นครสวรรค์ ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา อุทัยธานี อ่างทอง นนทบุรี สระบุรี ลพบุรี เป็นต้น มีประชาชนได้รับผลกระทบ 580,352 ครัวเรือน 1,845,956 คน เสียชีวิต 29 ราย พื้นที่ทางการเกษตร 3,036,310 ไร่
โดย จ.สกลนครถือว่าวิกฤตมากในรอบ 30 ปี หลังอ่างเก็บน้ำห้วยทราย ริมเทือกเขาภูพาน อ.เมือง คันอ่างแตก น้ำ 1 ล้าน ลบ.ม.ทะลักเข้าท่วมเขตพื้นที่เทศบาลสูงกว่า 1 เมตร สนามบิน สถานที่ราชการ โรงแรม ห้างสรรพสินค้า และบ้านเรือนประชาชนถูกน้ำท่วมเสียหายหนัก ส่วนพื้นที่รอบนอกอีก 18 อำเภอถูกน้ำท่วมเช่นเดียวกัน
ในช่วงเดือนกันยายน อิทธิพลของพายุ “ทกซูรี” ทำให้เกิดน้ำไหลหลากท่วมซ้ำอีก ใน จ.กาฬสินธุ์ สกลนคร เลย แพร่ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สตูล พังงา เชียงราย ลำปาง ชัยภูมิ
ขณะที่ช่วงเดือนตุลาคม ประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากร่องมรสุมที่พาดผ่านบริเวณประเทศไทยตลอดทั้งเดือนทำให้หลายจังหวัดทางภาคเหนือ อีสาน ภาคกลาง และภาคใต้ มีปริมาณฝนตกสะสม ทำให้เขื่อนหลักมีปริมาณน้ำกักเก็บเพิ่มขึ้นเกิน 80% จำนวน 16 แห่ง อีก 6 แห่งเกินความจุ จึงต้องมีการบริหารจัดการเพื่อระบายน้ำ โดยจังหวัดในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่ต้องรับมวลน้ำจากภาคเหนือและเมื่อรวมกับปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่ทำให้เกิดน้ำท่วมในหลายจังหวัด อาทิ นครสวรรค์ พระนครศรีอยุธยา ชัยนาท อ่างทอง นนทบุรี ที่เกิดภาวะน้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน
ส่วนพื้นที่กรุงเทพฯในปีที่ผ่านมาเจอปัญหาน้ำท่วมขังรอการระบายจากปริมาณฝนที่ตกหนักจากอิทธิพลของพายุโดยเฉพาะในเดือนตุลาคม น้ำท่วมถนนสายหลักสูง 40-50 ซม. เช่น ถนนวิภาวดีรังสิต ถนนอินทามระ ถนนพหลโยธิน การจราจรอัมพาตหลายชั่วโมงเพื่อรอการระบายน้ำของกรุงเทพมหานคร
แม้สภาพน้ำท่วมที่เกิดจะเป็นภัยธรรมชาติ แต่ก็เกิดคำถามว่าระบบบริหารจัดการน้ำของภาครัฐมีประสิทธิภาพมากแค่ไหน??

10.ปี’60ท่าทีโลกเป็นบวกกับไทย
หลังจาก “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ในขณะนั้นเข้ายึดอำนาจการปกครองเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ในนามคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยมี พล.อ.ประยุทธ์เป็นหัวหน้าคณะ ก่อนจะนั่งควบเป็นนายกฯด้วย
แทบจะทันทีที่ประเทศมหาอำนาจของโลกฝ่ายประชาธิปไตยต่างออกแถลงการณ์แสดงท่าที ลดระดับความสัมพันธ์ด้านต่างๆ
เริ่มจากสหรัฐออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2557 ระบุว่า รู้สึกผิดหวังกับการตัดสินใจของทหารไทยที่เข้ายึดอำนาจการบริหารแผ่นดิน พร้อมทบทวนความช่วยเหลือด้านการทหารและความร่วมมืออื่นๆ โดยระงับเงินช่วยเหลือทางทหารแก่ไทยมูลค่า 3.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ ยังเตือนให้ข้าราชการชะลอการมาเยือนไทยโดยไม่จำเป็น
ส่วนสหภาพยุโรป (อียู) มีมติเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2557 ให้ลดระดับความสัมพันธ์กับไทย โดยระงับการมาเยือนอย่างเป็นทางการของเจ้าหน้าที่อียู พร้อมชะลอลงนามข้อตกลงทางการค้า การลงทุน และเศรษฐกิจระหว่างประเทศ จนกว่าจะมีการเลือกตั้ง
ย่างเข้าสู่ปี 2558 ไทยก็เจอระเบิดอีกหลายลูก แม้จะไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองโดยตรง แต่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมาก
โดยเฉพาะองค์กรการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอเคโอ) ที่ติด “ธงแดง” ประเทศไทยบนเว็บไซต์ เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2558 เนื่องจากไม่สามารถแก้ไขปัญหา “ข้อบกพร่องที่มีนัยสำคัญต่อความปลอดภัย” ได้
เช่นเดียวกับรายงานการค้ามนุษย์ (ทิปรีพอร์ต) ของสหรัฐ ที่จัดอันดับให้ไทยอยู่ที่เทียร์ 3 หมายถึงประเทศที่ดำเนินการไม่สอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำตามกฎหมายด้านการค้ามนุษย์ของสหรัฐ และไม่ได้ใช้ความพยายามอย่างมีนัยสำคัญที่จะแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์
รวมถึงอียู มีมติเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2558 ให้ใบเหลืองหรือภาคทัณฑ์กับไทย เพราะไม่สามารถแก้ปัญหาการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ไม่รายงานและไร้การควบคุม (ไอยูยู)
รัฐบาล คสช.พยายามที่จะชี้แจงแถลงไขต่อนานาประเทศถึงความจำเป็นในการยึดอำนาจ และเร่งถอดสลักระเบิดเวลาที่จะส่งผลเสียหายต่อเศรษฐกิจ
จนเข้าสู่ปี 2559 ความพยายามได้ผลบ้าง เมื่อกลุ่มจี 77 ที่มีประเทศกำลังพัฒนาเป็นสมาชิก 134 ประเทศ มีมติเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2559 ให้ไทยเป็นประธานกลุ่มจี 77 พอจะมองได้ว่าเวทีระหว่างประเทศให้การยอมรับกับไทยมากขึ้น
รวมทั้งทิปรีพอร์ต ปี 2559 ขยับอันดับไทยจากเทียร์ 3 มาอยู่เทียร์ 2 จับตามอง หลังรัฐบาลเร่งปราบปรามการค้ามนุษย์อย่างจริงจัง
แต่ปี 2560 ถือเป็นปีทองของรัฐบาล คสช.ที่นานาประเทศให้ความเชื่อมั่นกับไทยมากขึ้น
หลัง “โดนัลด์ ทรัมป์” เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 45 เมื่อเดือนมกราคม 2560 จนเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2560 “กลิน ที เดวีส์” เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ที่ทำเนียบรัฐบาล พร้อมแจ้งข่าวว่า “โดนัลด์ ทรัมป์” จะต่อสายตรงมาคุยกับ พล.อ.ประยุทธ์ ในเวลา 21.30 น.ของวันที่ 30 เมษายน 2560
การโทรสายตรงจาก “โดนัลด์ ทรัมป์” ถึง “พล.อ.ประยุทธ์” คาดว่าเป็นการล็อบบี้เรื่องปัญหาเกาหลีเหนือ แต่อีกประเด็นก็คือได้เชื้อเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ไปเยือนกรุงวอชิงตัน
จากนั้นเจ้าหน้าที่ 2 ฝ่ายหาเวลาที่ผู้นำโลกประชาธิปไตยจะพบปะกับผู้นำเผด็จการทหารของไทย จนได้วันเวลาที่เหมาะสมเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2560 ที่ผู้นำ 2 ประเทศได้พบกัน เนื้อหาการพูดคุยกันคงไม่สำคัญเท่ากับการแสดงให้เห็นว่าสหรัฐมีท่าทีที่ยอมรับรัฐบาล คสช.ของไทยมากขึ้นแล้ว
ถัดมาไม่กี่วัน เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2560 ก็มีข่าวดีจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอเคโอ) ที่ปลด “ธงแดง” ชื่อประเทศไทยในเว็บไซต์ของ “ไอเคโอ” แล้ว หลังติด “ธงแดง” มานานกว่า 2 ปี 4 เดือน ที่รัฐบาล คสช.เร่งแก้ปัญหา ปรับโครงสร้างหน่วยงานที่ดูแลเรื่องการบินพลเรือน เรื่องมาตรฐานความปลอดภัยจนเป็นที่น่าพอใจของ “ไอเคโอ”
จากนั้นอีกไม่นาน คณะรัฐมนตรีต่างประเทศสหภาพยุโรป (อียู) ก็ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2560 ว่ามีมติเพื่อจะปรับความสัมพันธ์ด้านการเมืองกับประเทศไทย
แม้การฟื้นความสัมพันธ์ครั้งนี้จะมีเงื่อนไขในเรื่องสิทธิมนุษยชน เสรีภาพขั้นพื้นฐาน และยังยืนยันถึงข้อเรียกร้องให้ไทยคืนสู่กระบวนการทางด้านประชาธิปไตยอย่างเร่งด่วน แต่ก็ถือเป็นการปรับท่าทีของอียูในทางบวกกับไทย
ก่อนจะมีข่าวดีส่งท้ายปี เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2560 เมื่อผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) ประกาศปรับสถานะการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทย ภายใต้กฎหมายการค้าสหรัฐ มาตรา 301 พิเศษ จากบัญชีประเทศที่ต้องจับตามองพิเศษ (PWL) เป็นบัญชีประเทศที่ต้องจับตามอง (WL) หลังจากที่ไทยอยู่ในบัญชี PWL มานานร่วม 10 ปี นับตั้งแต่ปี 2550
การปรับสถานะให้ดีขึ้นส่งผลให้ภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นด้านการค้าการลงทุนของไทยดีขึ้นในสายตาของนักลงทุนต่างประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ต้องใช้ทรัพย์สินทางปัญญาขับเคลื่อนธุรกิจ
ปี 2560 จึงนับเป็นข่าวดีที่ประเทศยักษ์ใหญ่ฝ่ายประชาธิปไตย รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ มีท่าทีต่อประเทศไทยในทางที่ดีขึ้น
ต้องรอลุ้นว่าในปี 2561 ไทยจะหลุดพ้นเทียร์ 2 จาก “ทิปรีพอร์ต” และ “อียู” จะยกเลิก “ใบเหลือง” จากการแก้ปัญหา “ไอยูยู” หรือไม่


