เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม นายนัฐพล ตั้งสุภูมิ อาจารย์ประจำสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงเทรนด์อาหารที่จะมาแรงในปี 2561 ว่า หากจะกล่าวถึงกระแสความนิยมการบริโภคอาหารในต่างประเทศ อย่างฝั่งยุโรปและอเมริกา มีความนิยมบริโภคอาหารที่มีแหล่งโปรตีนจากพืช ซึ่งในปีหน้าเทรนด์อาหารของไทยก็น่าจะไปตามนั้นเช่นกัน โดยจะหันมาบริโภคแหล่งโปรตีนจากพืชแทนจากสัตว์เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน อย่างเต้าหู้ หรือแม้แต่ควินัว (quinoa) ซึ่งเป็นธัญพืชที่มีโปรตีนสูง รวมไปถึงถั่วต่างๆก็จะได้รับความนิยมมากขึ้น แม้แต่เครื่องดื่มอย่างนม ก็จะหันมาบริโภคนมจากถั่ว มากกว่านมจากสัตว์ ทั้งนี้ สาเหตุที่หันมานิยมรับประทานเนื่องจากคนใส่ใจสุขภาพมากขึ้น เนื่องจากแหล่งโปรตีนจากสัตว์จะมีไขมันอิ่มตัว และคอเลสเตอรอลสูง ขณะที่แหล่งโปรตีนจากพืชจะมีไขมันไม่อิ่มตัวมากกว่า และไม่มีคอเลสเตอรอล
“นอกจากนี้ ยังมีเหตุผลเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งต่างประเทศเป็นกระแสฮิตมาก โดยต่างประเทศจะมองเรื่อง รอยเท้าคาร์บอน (Carbon Footprint, CF) เป็นสำคัญ คือ การวัดผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ซึ่งเกี่ยวข้องกับปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases, GHGs) จากกระบวนการผลิตสินค้าตลอดห่วงโซ่ เช่น หากบริโภคเนื้อสัตว์ หรือผลิตภัณฑ์ที่มาจากสัตว์จะต้องผ่านกรรมวิธีตั้งแต่การเลี้ยงในฟาร์ม การผลิตอาหารสัตว์ อย่างวัวก็ต้องมีหญ้าเพื่อเป็นอาหาร และใช้เวลาเลี้ยงนาน ทำให้มีการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และคาร์บอนมอนอกไซด์สู่สิ่งแวดล้อมมากกว่าการผลิตแหล่งโปรตีนจากพืช รวมทั้งการเลี้ยงสัตว์ก็จะสิ้นเปลืองน้ำมากกว่า คือ ภาพรวมจะเป็นห่วงเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมนั่นเอง” นายนัฐพล กล่าว

นายนัฐพล กล่าวอีกว่า สำหรับประเทศไทยน่าจะเป็นเรื่องของกระแสรักสุขภาพมากกว่า ซึ่งก็จะทำให้ใส่ใจอาหารที่บริโภคเข้าไป ซึ่งอาหารหรือผลิตภัณฑ์ที่มาจากพืชจะได้รับความนิยมมากขึ้น แต่ไม่ใช่ว่าจะต้องมุ่งบริโภคโปรตีนจากพืชเท่านั้น เนื่องจากตามหลักโภชนาการ โปรตีนจากพืช เป็นโปรตีนไม่สมบูรณ์ คือมีกรดอะมิโนจำเป็น ไม่ครบถ้วน ซึ่งต่างจากโปรตีนจากสัตว์ที่มีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน แต่หากบริโภคโปรตีนจากสัตว์มากไป โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ติดมัน ก็เสี่ยงได้ไขมันไม่ดีเพิ่มอีก ดังนั้น ต้องรู้จักรับประทานอย่างเหมาะสม และรับประทานอาหารอย่างหลากหลาย ไม่ซ้ำเดิม อย่างการบริโภคโปรตีนจากพืช ก็ควรบริโภคพวกธัญพืช เช่น ข้าวกล้อง ลูกเดือย และถั่วต่างๆ ผสมกันเพื่อให้ได้กรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน เหมือนการบริโภคโปรตีนจากสัตว์
นายนัฐพล กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ผู้บริโภคจะสนใจข้อมูลบนฉลากอาหารมากขึ้นด้วยว่า มีส่วนประกอบ และสารอาหารอะไรบ้าง และใส่ในอาหารไปเพื่ออะไร มีผลต่อสุขภาพอย่างไร รวมทั้งจะสนใจผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ ผลิตภัณฑ์ปลอดสารพิษสารเคมี และผลิตภัณฑ์ที่ไม่ผ่านการดัดแปลงพันธุกรรม มากขึ้นด้วย ผู้ผลิตจะมีการปรับตัวเรื่องนี้ โดยเฉพาะ หลังจากมีกฎหมายภาษีน้ำตาล ซึ่งควบคุมปริมาณน้ำตาลในผลิตภัณฑ์ จะมีการปรับสูตรเครื่องดื่มให้มีรสหวานน้อยลง และจะมีเครื่องดื่มที่ไม่มีน้ำตาลเพิ่มขึ้น หรืออาจเติมสารให้ความหวานที่มาจากธรรมชาติ อย่างหญ้าหวาน เป็นต้น มากกว่าสารให้ความหวานแบบสังเคราะห์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน
“ถ้าเป็นไปตามเทรนด์ในต่างประเทศ กระแสความนิยมการดื่มชาจะเพิ่มขึ้นอีก โดยจะมีเป็นชากลิ่นต่างๆ หรืออาจเป็นเครื่องดื่มจากพืชสมุนไพร อย่างปีนี้เราได้เห็นเครื่องดื่มชากุหลาบ ใครจะทราบปีหน้าอาจมีเครื่องดื่มชาดอกไม้นานาพันธุ์เพิ่มเข้ามา และยังมีน้ำดื่มที่อัดแก๊ส และแต่งกลิ่นเพิ่มเข้ามาด้วย ซึ่งจะไม่ใช่น้ำอัดลม และที่น่าสนใจคืออาจมีเครื่องดื่มหรืออาหารสีอื่นๆ เพิ่มขึ้นนอกจากชาเขียว หรือสีดำ จากถ่านชาร์โคล สีม่วงจากมันม่วง” นายนัฐพล กล่าว และว่า นอกจากนี้ จะมีอาหารเฉพาะกลุ่มเข้ามา โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ซึ่งผู้ผลิตจะผลิตอาหารตอบโจทย์สังคมผู้สูงอายุ โดยเน้นอาหารกลืนง่าย อย่างเอาไปบดและขึ้นรูปใหม่ รวมทั้งจะมีผลิตภัณฑ์ที่มุ่งขายคนออกกำลังกาย รักสุขภาพเพิ่มขึ้นด้วย และยังมีกลุ่มอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคติดต่อเรื้อรังอีก
นายนัฐพล กล่าวอีกว่า กระแสการบริโภคดังกล่าว ทำให้เห็นชัดว่าคนรักและใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ทั้งนิยมบริโภคพวกอาหารจากพืช ซึ่งไม่ใช่แค่ธัญพืชเท่านั้น ยังรวมทั้งกลุ่มข้าวต่างๆ ทั้งข้าวกล้อง หรือแม้กระทั่งลูกเดือย ถั่วต่างๆ ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมก็ปรับตัวในการผลิตอาหารเพื่อสุขภาพมากขึ้นเช่นกัน
นพ.อรรถพล แก้วสัมฤทธิ์ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวถึงกระแสการออกกำลังกายในปี 2561 ว่า กระแสความนิยมการออกกำลังกายได้รับความนิยมมาตั้งแต่ 2 ปีก่อน โดยเฉพาะการออกกำลังกายที่สนุกสนาน มีความเป็นคลาสการออกกำลังกาย ซึ่งในปี 2561 ก็จะกลับมานิยมอีก ยิ่งการเต้นซุมบ้า หรือคาลิโอแดนซ์ หรือแม้แต่การเล่นบ็อกซิ่ง เป็นต้น ส่วนการวิ่งนั้น ยังคงเป็นกระแสต่อเนื่อง ยิ่งปรากฎการณ์ของคุณตูน บอดี้สแลม ในการวิ่งระดมทุนช่วยรพ.นั้น ได้สร้างกระแสให้คนใส่ใจสุขภาพเพิ่มขึ้น ซึ่งการวิ่งก็ยังคงได้รับความนิยมอยู่ เพราะแทบไม่ต้องลงทุนมากมาย มีรองเท้า กับเสื้อผ้าสวมใส่สบายก็สามารถวิ่งได้
นพ.อรรถพล กล่าวอีกว่า อเมริกันคอลเลจออฟสปอร์ตเมดิซีน ยังแนะนำว่า ในคนที่ไม่มีเวลามาก เราสามารถออกกำลังกายสลับหนักเบา อย่างละ 20 นาทีก็จะช่วยเผาผลาญพลังงานได้ แต่ในช่วงแรกควรมีเทรนเนอร์คอยดูแล และที่น่าสนใจคือ คนจะนิยมเชิญชวนออกกำลังกายด้วยการถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์กันมากขึ้น แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การออกำลังกายต้องดูความเหมาะสมของอายุด้วย รวมทั้งหากป่วยเป็นโรคประจำตัวต้องปรึกษาแพทย์ อย่างโรคหัวใจก็ไม่ควรออกกำลังกายหนักๆ อย่างคนทำงานออฟฟิสน่าห่วงสุดตรงไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย เพราะมักบอกว่าไม่มีเวลา ทั้งๆที่เราสามารถออกกำลังกายได้หลายอย่าง เช่น ขึ้นลงบันไดแทนการใช้ลิฟท์ เป็นต้น
“ในเรื่องการออกกำลังกาย ทางกรมอนามัย โดยกองออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ได้จัดทำคู่มือกิจกรรมทางกายแต่ละช่วงวัย ซึ่งประชาชนสามารถเข้าไปศึกษาได้ในเว็บไซต์ของกรมอนามัย http://dopah.anamai.moph.go.th/?page_id=78 จะมีทั้งข้อแนะนำกิจกรรมทางกายของหญิงตั้งครรภ์ และหลังคลอด กิจกรรมทางกายสำหรับเด็กปฐมวัย กิจกรรมทางกายสำหรับวัยเรียนและวัยรุ่น กิจกรรมทางกายสำหรับผู้ใหญ่ และยังมีกิจกรรมทางกายสำหรับอาชีพต่างๆ เช่น ชาวนา ชาวประมง ผู้ทำงานขับรถ และพนักงานบริษัท ซึ่งประชาชนสามารถเข้าไปดูได้ในเว็บไซต์กรมอนามัย” นพ.อรรถพล กล่าว


