สภาการสาธารณสุขห่วงความก้าวหน้า ‘รพ.สต.’ เสนอ 4 ข้อจี้ สธ.ดูแลอย่างเป็นธรรม

1.01.18 | 17:31 น.
นายริซกี สาร๊ะ

เมื่อวันที่ 1 มกราคม นายริซกี  สาร๊ะ รองโฆษกสภาการสาธารณสุขชุมชน และเลขาธิการชมรมนักวิชาการสาธารณสุข(ประเทศไทย) กล่าวถึงกรณีกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)เตรียมผลักดันร่างพ.ร.บ.สุขภาพปฐมภูมิ ว่า   มีความเป็นห่วงเรื่อง พ.ร.บ.สุขภาพปฐมภูมิ เพราะไม่รู้จะมีอะไรแฝงเร้นที่สร้างความเหลื่อมล้ำระหว่างวิชาชีพอีกหรือไม่ เช่น สิทธิ ความก้าวหน้า ค่าตอบแทน  ซึ่งยังเกิดคำถามว่า สำหรับหน่วยบริการ หรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.) ที่ไม่ได้ร่วมกับคลินิกหมอครอบครัวในการทำงาน จะมีทิศทาง สิทธิ ความก้าวหน้า หรือค่าตอบแทนด้วยหรือไม่ อย่างไร เนื่องจากนพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ได้ให้สัมภาษณ์ว่า รพ.สต.ที่ทำงานร่วมกับคลินิกหมอครอบครัว จะได้รับโอกาสความก้าวหน้า มีการเลื่อนระดับ เรียกว่ามีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานมากกว่ารพ.สต.ที่ไม่มีการทำงานร่วมกับคลินิกหมอครอบครัว

นายริซกี กล่าวอีกว่า   สิ่งที่ชาวรพ.สต หมออนามัย และนักสาธารณสุขมีความเป็นห่วงในระบบสุขภาพปฐมภูมิ จึงมีข้อเสนอและอยากเห็นผลเป็นรูปธรรมในปี 2561  ดังนี้  1.ให้ สธ.สนับสนุนและผลักดันสนับสนุนการขับเคลื่อนวิชาชีพการสาธารณสุขอย่างเต็มที่ ทั้งในแง่การดำเนินงาน งบประมาณ  รวมทั้งการสนับสนุนด้านอื่นๆ เช่นการกำหนดตำแหน่งใหม่ การปรับค่าตอบแทนวิชาชีพ เงินประจำตำแหน่ง   เพราะหมออนามัยและนักสาธารณสุขจะได้ปฏิบัติงานภายใต้มาตรฐานวิชาชีพ ที่มีการควบคุมความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ และจรรยาบรรณวิชาชีพต่อไป ทั้งนี้ในปี 2561 คาดว่าสภาการสาธารณสุขชุมชนจะมีการสอบใบประกอบวิชาชีพ ซึ่งในขณะนี้ อยู่ในขั้นตอนการออกอนุบัญญัติไม่ให้ล่าช้าจนเกินไป และกำลังจะเสนอสภานายกพิเศษ ซึ่งก็คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ลงนาม และประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

นายริซกี กล่าวอีกว่า  2.ให้ สธ. และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สนับสนุนการโอนงบประมาณ ลงรพ.สต.โดยตรง. ทั้งนี้เพื่อจะได้พิสูจน์ว่า รพ.สต.สามารถบริหารจัดการงบประมาณด้วยตนเองหรือไม่และไม่ได้เป็นต้นเหตุ ของรพ.ที่มีภาวะวิกฤตระดับ 7   3. สธ.ต้องเร่งสนับสนุนการบรรจุนักวิชาการสาธารณสุข เจ้าพนักงานสาธารณสุข ที่สอบผ่านและมีชื่อในบัญชีทั้งหมด   รวมทั้งเปิดโอกาสให้มีการสอบในระดับภูมิภาคให้มากขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้คนเก่งได้ทำงานในกระทรวงสาธารณสุข  ดีกว่าให้เกิดการสมองไหลไปสู่ท้องถิ่น หรือหน่วยงานอื่นๆแทน  แต่ท้ายที่สุดกระทรวงสธ.ควรปรับวิธีการบรรจุนักสาธารณสุข ให้ใช้วิธีการสอบคัดเลือกจากลูกจ้างทุกประเภท เข้าสู่ระบบข้าราชการให้เหมือนๆวิชาชีพอื่นๆ

4.สธ. ควรจะมีการตั้งกองทุนเยียวยาบุคลากรสาธารณสุขและครอบครัว ที่เกิดเหตุร้าย ถูกทำร้าย หรือประสบอุบัติเหตุในระหว่างปฏิบัติงาน หรือในที่ทำงาน หรือเหตุในพื้นที่กันดาร เสี่ยงภัย  ซึ่งเริ่มจะมีมากขึ้นเรื่อยๆในปัจจุบีน เช่นเหตุทำร้ายบุคลากรสาธารณสุขในห้องฉุกเฉิน. เหตุร้ายในรพ.สต. เหตุความรุนแรงต่อบุคลากรสาธารณสุขในพื้นที่ชายแดนใต้  ทั้งนี้จะได้เป็นขวัญกำลังใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่ด้วย  อีกทั้ง ภาครัฐควรให้การสนับสนุนด้านต่างๆในการวางมาตรการความปลอดภัยอย่างรอบด้านที่เป็นรูปธรรมอีกด้วย

 

Advertisement