‘เลขาฯศาล’เผยปี’61ลุยคุ้มครองสิทธิคนจน’แพ่ง-อาญา’ ด้านอนุญาโตฯ 27 ปี พิจารณาเสร็จ 2,045 เรื่อง ทุนทรัพย์ 8 แสนล้าน

3.01.18 | 15:43 น.
นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม

เมื่อวันที่ 3 มกราคม นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เปิดเผยถึงแผนบริหารศาลยุติธรรม ปีศักราชใหม่ 2561 ว่าในกระบวนการศาล ทั้งส่วนของผู้เสียหาย ผู้ต้องหาและจำเลย จะดูแลเพิ่มโอกาสให้เข้าถึงความยุติธรรม ตามที่รัฐธรรมนูญระบุไว้ ส่วนหนึ่งที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์มาก คือระบบการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในคดีที่จะทำอย่างไรให้มีช่องทางทำให้การตกลงเกิดขึ้นได้ เพราะว่า 1.ถ้าตกลงกันได้ในชั้นต้นก็ลดปริมาณคดีเข้าสู่ศาลด้วย 2.ถ้าพอใจทั้งสองฝ่าย คดีที่จะขึ้นไปสู่ศาลสูงก็ลดน้อยลง นี่เป็นมาตรการส่วนหนึ่งที่เป็นส่วนสำคัญในการลดปริมาณคดีที่เข้าสู่ศาล และผลที่ประชาชนได้รับคือความพึงพอใจที่ตกลงกันเองคือยุติธรรมทางเลือก เพราะถ้าให้ศาลตัดสินจะมีทั้งคนพอใจและไม่พอใจ

นายสราวุธกล่าวต่อว่า ขณะที่เรื่องข้อสัญญาและการค้านั้น เรามีการระงับข้อพิพาททางแพ่งโดยวิธีการอนุญาโตตุลาการ ที่ได้รับการดูแลโดยสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม (TAI) มีผู้พิพากษาจบการศึกษาระดับปริญญาเอก จากประเทศญี่ปุ่น เป็นผู้อำนวยการบริหาร ได้รับความเชื่อถือจากคู่กรณี โดยปี 2560 มีคดีอยู่ระหว่างดำเนินการ 310 คดี มูลค่า 30,900 ล้านบาท เสร็จไป 134 คดี ส่วนในปี 2559 คดีดำเนินเสร็จสิ้นไป 103 คดี ทุนทรัพย์ 40,129 ล้านบาท ปี 2558 ทุนทรัพย์ 86,191 ล้านบาท โดยย้อนไปเมื่อเริ่มดำเนินสถาบันฯ ครั้งแรกมูลค่าเริ่มต้น 12 ล้านบาท แต่ถ้านับรวมตั้งแต่ปี 2533 จนถึงปัจจุบันคดีที่รับทั้งหมด 2,337 เรื่อง เสร็จแล้ว 2,045 เรื่อง ทุนทรัพย์ที่พิจารณาแล้วทั้งหมด 838,081,700,223 บาท ก็ถือว่าสำเร็จ

นายสราวุธกล่าวอีกว่า อีกส่วนคือคดีแพ่งทั่วไปที่พยายามจะทำให้ระบบการงดเว้นค่าธรรมเนียมศาล กรณีที่ประชาชนยากจนไม่มีเงินจ่ายค่าฤชาธรรมเนียมศาล อันนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้ด้อยโอกาส ดังนั้น เราจะปรับปรุงกระบวนการทำงานให้รวดเร็วขึ้น จะทำให้ศาลสามารถพิจารณาคดีได้อย่างรวดเร็ว เพราะการจะพิจารณางดเว้นค่าธรรมเนียมศาลขึ้นกับข้อเท็จจริงในแต่ละเรื่อง โดยปัญหาส่วนหนึ่งประชาชนอาจขาดข้อแนะนำจากทนายความ ที่ปรึกษาทางกฎหมาย

“สิ่งที่ศาลกำลังทำคือ คดีที่มีทุนทรัพย์เล็กๆ น้อยๆ จะทำอย่างไรให้กระบวนพิจารณาเรียบง่ายและรวดเร็ว เป็นไปอย่างง่ายดาย อย่างคดีผู้บริโภคจะมีเจ้าพนักงานคดีคอยช่วยเหลือประชาชนในการยื่นฟ้องด้วย หรืออย่างคดีแรงงานก็เช่นกัน ผู้ใช้แรงงานที่มีข้อพิพาทกับนายจ้างเรามีนิติกรคอยช่วยเหลือ โดยนิติกรหรือเจ้าพนักงานคดีจะมีบทบาทในการช่วยเหลือประชาชนที่ไม่มีความรู้ทางกฎหมายและไม่มีเงินจ้างทนายความด้วย” นายสราวุธกล่าว

นายสราวุธกล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ การเสริมศักยภาพกระบวนการทางศาล จะเน้นสร้างความเชี่ยวชาญผู้พิพากษาตามนโยบายข้อ 2 ของนายชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกา ในการจะพัฒนาศักยภาพข้าราชการฝ่ายตุลาการด้วยการส่งเสริมให้มีการศึกษา ฝึกอบรมทั้งในและต่างประเทศด้วย เช่น การค้าระหว่างประเทศ เรื่องล้มละลาย เรื่องภาษี เป็นกฎหมายระหว่างประเทศด้วยเป็นมาตรฐานสากล เพราะประเทศไทยไม่ได้ตัดสินคดีข้อพิพาทเฉพาะคนไทยด้วยกัน แต่บางครั้งมีคดีพิพาทที่ชาวต่างชาติมาลงทุนในไทยด้วย มาตรฐานของผู้พิพากษาที่ตัดสินก็ต้องมีความรู้ การฝึกอบรมเริ่มตั้งแต่เป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาจนถึงเป็นผู้พิพากษาอาวุโส รวมทั้งเวลามีกฎหมายใหม่ออกมา สำนักงานศาลฯจะจัดข้อมูล รวมทั้งการจัดประชุมสัมมนาเพื่อให้ผู้พิพากษาได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร

Advertisement

นายสราวุธกล่าวอีกว่า ขณะที่ในอนาคตจะนำเทคโนโลยีมาใช้บันทึกภาพและเสียงที่สามารถถ่ายทอดได้อย่างต่อเนื่องมาใช้กำกับดูแลการขอหมายค้น หมายจับ การชี้ตัวผู้ต้องหาหรือจำเลย เพราะสภาพทางกายภาพของประเทศในบางพื้นที่ศาลอยู่ในที่ตั้งของจังหวัดหรืออำเภอที่อยู่ห่างไกล ศาลไม่ได้ตั้งอยู่ในทุกอำเภอ ดังนั้น กระบวนการตรงนี้ไม่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือตำรวจ หรือพนักงานสอบสวน หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายอื่น เวลาจะขอออกหมายค้น หมายจับ อาจต้องเดินทางไกลเข้ามาที่ศาล