หมายเหตุ – ช่วง 3 ปีของสภากรุงเทพมหานคร ที่สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) 30 คน มาจากการแต่งตั้งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ร.ต.ต.เกรียงศักดิ์ โลหะชาละ ประธานสภา กทม. ได้วิเคราะห์ถึงบทบาทหน้าที่ งานที่ได้ผลักดัน เป้าหมาย และสถานการณ์ในอนาคตช่วง 1 ปีข้างหน้านับจากนี้
ในรอบ 3 ปี ร.ต.ต.เกรียงศักดิ์บอกว่า ถือว่าการทำงานของสภา กทม.ยังคงเดินหน้าไปได้ด้วยดี แม้ขณะนี้ ส.ก.จะเหลืออยู่เพียง 28 คน จากทั้งหมด 30 คน นับตั้งแต่ได้รับการแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ในปี 2557 ทุกคนมีความตั้งใจ กระตือรือร้น และรับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าร่วมประชุมสภา กทม. การประชุมคณะกรรมการวิสามัญ 11 คณะ ที่ได้เนื้อหาสาระดี และการออกเยี่ยมเยือนและพบปะกับข้าราชการและประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบ 2 เขต ต่อ 1 คน ซึ่งทำให้รับรู้สภาพปัญหาอุปสรรคและความต้องการของพื้นที่อย่างแท้จริง
ร.ต.ต.เกรียงศักดิ์กล่าวว่า สำหรับผลงานที่น่าพอใจคือ การผลักดันในเรื่องของกฎหมายที่คั่งค้าง ถึงแม้จะยังไม่ถูกใจร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็มีความความคืบหน้าไปมากพอสมควร ไม่ว่าจะเป็น เรื่องการจัดเก็บค่าบำบัดน้ำเสีย เรื่องค่ากำจัดขยะมูลฝอย เรื่องการเก็บภาษีเพิ่มเติม อาทิ โรงแรม น้ำมัน ฯลฯ เพื่อให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น ก็อยู่ในกระบวนการ แต่ในกระบวนการนั้นไม่สามารถสำเร็จได้ทันทีโดยสภา กทม. เพราะต้องส่งเรื่องให้ฝ่ายบริหาร และหารือไปยังกระทรวงมหาดไทย เนื่องจากทุกเรื่องมีผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง แต่ในท้องถิ่นอื่นๆ ก็ดำเนินการในแนวทางเดียวกัน ซึ่งหากสามารถทำได้ ในปี 2561 จะทำให้ กทม.มีรายได้เพิ่มขึ้นปีละอย่างน้อย 5 พันล้านบาท นอกจากนี้ สภา กทม.ยังมีส่วนเร่งรัดให้โครงการก่อสร้างอาคารศาลาว่าการ กทม.2 (ดินแดง) ซึ่งก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2533 และล่าช้าไปเกือบ 30 ปี วันนี้บางส่วนก็สามารถเข้าไปใช้อาคารสถานที่ได้ แต่ในส่วนของสภา กทม.นั้น คาดว่าภายในปีนี้สามารถเข้าไปทำงานได้เช่นกัน
ในส่วนของการออกกฎหมายนั้น ร.ต.ต.เกรียงศักดิ์ขยายรายละเอียดว่า สภา กทม.ได้มีส่วนร่วมในการปรับปรุงแก้ไขข้อบัญญัติ กทม.ที่ทันสมัย อาทิ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างอาคาร กฎหมายสิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่การโอนย้ายตำรวจจราจรไปสังกัด กทม. แต่ทั้งหมดนี้ตั้งเป้าว่าในช่วงเวลาที่คาดว่าจะเหลืออีก 1 ปี จะเร่งรัดให้ออกมาเป็นรูปธรรมชัดเจน ที่ต้องบอกว่าเหลือเวลาอีกประมาณ 1 ปี เพราะจากการติดตามข่าวสารบ้านเมือง ขณะนี้มีแนวโน้มว่าอาจจะมีการเลือกตั้งภายในปี 2561 หรือไม่เกินกลางปี 2562 เท่ากับว่าสภา กทม.ชุดนี้ อาจจะมีโอกาสได้พิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2561 ของ กทม.เป็นครั้งสุดท้ายก่อนหมดวาระ อย่างไรก็ตาม ในการทำงานระหว่างสภา กทม. กับฝ่ายบริหารนั้น ถือว่ามีการร่วมมือทำงานประสานกันดีมากกว่าในอดีตที่ทั้งฝ่ายสภา กทม.ซึ่งทำหน้าที่นิติบัญญัติ กับฝ่ายบริหาร กทม.มาจากการเลือกตั้งทั้งคู่
“วิธีการทำงานที่ผ่านมาคือ เมื่อมีเรื่องต้องพิจารณาในสภา กทม. ฝ่ายบริหารและข้าราชการประจำจะนำเรื่องขอหารือนอกรอบ เป็นการให้ข้อมูลรายละเอียดก่อนที่จะมีการพิจารณาในสภา กทม. ซึ่งบางครั้งถกเถียงอภิปรายกันมากแล้วมักจะไม่ได้ข้อสรุป และเสียเวลา แต่วิธีการนี้จะช่วยให้ทุกฝ่ายมีความเข้าใจในเรื่องเดียวกัน แต่การหารือนี้ไม่ได้ถือเป็นการล็อบบี้ หรือฮั้วกัน แต่เป็นการทำความเข้าใจระหว่างกัน ซึ่งทุกอย่างล้วนเป็นผลประโยชน์ของประชาชน เพียงแต่ต้องให้มีเหตุผลที่เหมาะสม” ร.ต.ต.เกรียงศักดิ์กล่าว และว่า แต่หากถามถึงการพิจารณางบประมาณครั้งสุดท้าย มีเรื่องเร่งด่วนอะไรบ้างนั้น จากการลงพื้นที่ของ ส.ก.ทั้ง 28 คน พบว่าสิ่งที่ต้องดำเนินการเร่งด่วนคือ ประชาชนต้องการความสะดวก ปลอดภัย การแก้ไขปัญหาภายในพื้นที่ ดังนั้น สภา กทม.จะพยายามผลักดันให้งบประมาณกระจายไปสู่ 50 เขต ให้มากขึ้น แล้วให้สำนักงานเขตเป็นแม่งาน สภา กทม.ตั้งเป้าไว้ว่าจะให้เขตเป็นแม่เหล็กใหญ่ของ กทม.เพราะเขตรู้และใกล้ชิดปัญหา ดังนั้น กทม.จะต้องมีการกระจาย อำนาจและงบประมาณไปสู่เขตให้มากขึ้น เพื่อให้เขตเป็นตัวสำคัญในการแก้ปัญหา ให้บริหารจัดการที่ดี ส่วนสำนักต่างๆ จะเป็นเพียงผู้ให้แนวทางบริหารและสนับสนุน คือ จะมีบทบาทน้อยลง
ร.ต.ต.เกรียงศักดิ์กล่าวอีกว่า ผลประโยชน์ที่จะเกิดในอนาคตนั้น ไม่ว่าจะมีการเลือกตั้งหรือไม่มีก็ตาม ประโยชน์จะได้กับประชาชนแน่นอน เพราะ ส.ก.ชุดใหม่ที่เข้ามาจากการเลือกตั้งก็เป็น ส.ก.ที่เลือกตั้งมาจากเขต ก็พอใจที่งบประมาณลงไปสู่เขตมากขึ้น เพื่อจะได้มีการบริหารจัดการไปตามความต้องการของประชาชน แต่หากถามว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้า กทม.ยังมี ส.ก.และสมาชิกสภาเขต (ส.ข.) เท่าเดิมหรือไม่ จนถึงขณะนี้ยังไม่ชัดเจน แต่จากการติดตามข่าว การพิจารณากฎหมายของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ยังคงมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.เลือกตั้ง ส.ก.แต่จำนวนยังไม่ชัดเจน สำหรับ ส.ข.นั้น อาจจะไม่มี
“ในส่วนของ ส.ก.นั้น คาดว่ายังใช้หลักการตามเดิม คือ ประชากร 1 แสนคนต่อ ส.ก. 1 คน ถ้าประชากรเกิน 1 แสนคน ก็ได้อีก 1 คน เดิม 50 เขต มี ส.ก. 61 คน แต่ ส.ข.นั้น อาจจะไม่มีเพราะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าซ้ำซ้อนกับ ส.ก. และของเดิมมีจำนวนมากประมาณ 300 คน ต้องใช้งบประมาณสูง และอาจจะปรับให้เป็นการสรรหาตัวแทนชุมชนขึ้นมาทำหน้าที่แทน แต่เรื่องนี้ต้องรอข้อสรุปอีกครั้ง” ร.ต.ต.เกรียงศักดิ์กล่าว และว่า แต่ไม่ว่าข้อสรุปเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร โดยส่วนตัวคาดการณ์ว่าจะมีการเลือกตั้งในช่วงปลายปี 2561 หรืออย่างช้าเดือนเมษายน 2562 ดังนั้น สิ่งที่คนกรุงเทพฯต้องเตรียมพร้อมในปีนี้คือ เตรียมการเลือกตั้งท้องถิ่นในพื้นที่กรุงเทพฯ 50 เขต ทั้งเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. และเลือกตั้ง ส.ก. แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลจะเป็นผู้กำหนดวัน เวลาที่แน่นอน
โดยสรุป ร.ต.ต.เกรียงศักดิ์บอกว่า ปี 2561 จะเป็นปีแห่งการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ ”คูหาเลือกตั้ง”

