ศาลตั้งเป้าช่วยคนจนได้ประกันคดีอาญา ผ่านประเมินความเสี่ยง-ปี61พร้อมใช้กม.สินบนนำจับพวกหนีคดี

3.01.18 | 17:21 น.
แฟ้มภาพ

เมื่อวันที่ 3 มกราคม นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวถึงการเดินหน้าคุ้มครองสิทธิผู้มีฐานะยากจนกับระบบประเมินความเสี่ยงในการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลยโดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์สำหรับคดีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีว่า ระบบนี้เพิ่งเริ่มใช้ เมื่อเดือนมีนาคม2560 ที่ผ่านมา ขณะนี้อยู่ระหว่างการประเมินว่าได้ผลหรือไม่ เพราะเป็นแนวความคิดใหม่ที่จะใช้ฐานข้อมูลมาประเมินว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยจะหลบหนีหรือไม่ไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือไปก่อเหตุร้ายหรือไม่ อย่างไรก็ดีการที่ไม่ได้รับการปล่อยชั่วคราวไม่ได้มีปัญหาจากสาเหตุว่าเขาไม่มีเงินเพียงอย่างเดียว แต่บางครั้งมีเงินร้อยล้าน พันล้านศาลก็ไม่สามารถปล่อยตัวได้เช่นกัน เช่น คดีค้ายาเสพติดที่จะเรียกเงินประกันเท่าใดก็มีเงินมาวางแต่ศาลจะไม่ปล่อย เพราะเชื่อว่าเขาจะหลบหนี ขณะที่ระบบประเมินความเสี่ยงนั้นถ้าผู้ที่ได้ปล่อยตัวไปแล้วยังหลบหนี ศาลก็มีกฎหมายใหม่ คือ พ.ร.บ.มาตรการกำกับและติดตามจับกุมผู้หลบหนีการปล่อยชั่วคราวโดยศาล พ.ศ.2560 ที่ผ่าน สนช. และคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.) ออกระเบียบแล้ว มีมาตรการให้ศาลแต่งตั้งผู้กำกับติดตาม ดูแลผู้ที่ถูกปล่อยชั่วคราวและมีเงินรางวัลจ่ายเป็นค่าตอบแทนให้ด้วย เมื่อติดตามจับกุมผู้ที่หลบหนีได้ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการเห็นชอบจากกระทรวงการคลังเกี่ยวกับวิธีการจ่ายและเม็ดเงินในการจ่ายด้วย คาดว่าภายในสิ้นปี2560นี้จะเรียบร้อย โดยปี2561กฎหมายนี้ก็จะเริ่มใช้ได้อย่างสมบูรณ์

นายสราวุธ กล่าวต่อว่า ตรงนี้จะเป็นกลไกหรือเครื่องมืออันหนึ่งที่ศาลจะใช้ในการปล่อยชั่วคราวด้วย ศาลจะสบายใจมากขึ้นเมื่อมีระบบตัวช่วย เช่น กำไลข้อเท้าอิเล็กทรอนิกส์ EM (Electronic Monitoring) หรือมีผู้ช่วยเหลือในการติดตามแล้วมีรายงานว่ามีพฤติการณ์จะหลบหนีหรือไม่ ต่างประเทศใช้อย่างคดีนายราเกซ สักเสนา ตอนที่อยู่ประเทศแคนาดา ใช้กลไกเหล่านี้แต่นายราเกซ เป็นคนจ่ายเองในการให้มีบริษัทเอกชนหรือเจ้าหน้าที่เอกชนมาควบคุมดูแลตรงนี้โดยของไทยมีกลไก ตาม พ.ร.บ.การติดตามฯ ตัวนี้บังคับใช้แล้วเหลือเพียงแค่รอความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง

“กฎหมายวางระบบอยู่แล้ว เพื่อเปิดช่องทางให้ช่วยเหลือประชาชนผู้ด้อยโอกาส เพียงแต่ทำอย่างไรจะให้เกิดผลเป็นรูปธรรมให้ชัดเจน เป็นหน้าที่ของสำนักงานศาลยุติธรรมในการผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบ ส่วนการปล่อยชั่วคราวหลักการใหญ่ คือ ต้องการให้ได้ตัวมาเมื่อถึงวันนัดตัวก็ต้องมาขึ้นศาล แล้วศาลพิจารณาว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่ ไม่ใช่ว่าเราต้องการที่จะได้เงินจากผู้ต้องหาหรือจำเลย แต่เราต้องการที่จะได้ตัวคนมาขึ้นสู่การพิจารณาในวันนัดเป็นหลัก”นายสราวุธกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้ามาตรการปล่อยชั่วคราวลักษณะนี้ใช้ได้แล้ว จะมีผลกับคดีนักการเมืองในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่ นายสราวุธ กล่าวว่า ตอบยากเพราะขึ้นอยู่กับพฤติการณ์แต่ละคน อย่างกรณีต่างประเทศกรณีนายราเกซ สักเสนา เขากำหนดให้มีบริษัทเอกชนมากำกับดูแล ควบคุม แต่มีแล้วจะไม่หนีเลยก็คงไม่ใช่การการันตี 100 % เพราะเป็นการเพิ่มมาตรการความเข้มข้น ส่วนการติดตามตัวโดยจะให้มีเจ้าหน้าที่เฉพาะอย่างตำรวจศาล หรือ Court Marshal เกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างจริงจังนั้น เชื่อว่าในอนาคตสังคมเปลี่ยนไป ความเปลี่ยนแปลงคงมี เทียบในอดีตแยกศาลออกจากฝ่ายบริหาร เป็นตัวอย่างที่เห็นชัดว่ามีการเสนอแนวทางมาเป็นเวลานาน 20-30 ปีแล้วมาสำเร็จในปี 2543 ส่วนแนวคิดเรื่อง Court Marshal มีมานานแล้ว 10-20 ปี เช่นกัน แต่วันนี้อาจมีหลายปัจจัยเกื้อหนุนให้เห็นว่าถึงเวลาและมีความจำเป็นแล้วหรือยัง