วันที่ 4 มกราคม 2561 นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการหลอกลวงคนหางานไปทำงานต่างประเทศ โดยมอบหมายให้ กกจ.มีมาตรการป้องกันและป้องปรามแรงงานไม่ให้ถูกหลอกลวง ซึ่งได้กำหนดมาตรการคุ้มครองคนหางานที่จะเดินทางไปทำงานต่างประเทศไม่ให้ถูกหลอกลวงจากสาย/นายหน้าเถื่อน หรือบริษัทจัดหางานผู้จัดส่ง ทั้งก่อนเดินทางไปทำงาน ระหว่างทำงานในต่างประเทศ และป้องกันและปราบปรามการหลอกลวงแรงงาน โดยเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบตำแหน่งงานในต่างประเทศ การกำหนดค่าใช้จ่ายและค่าบริการที่เหมาะสมและเป็นธรรม การบังคับใช้กฎหมาย ให้การคุ้มครองแรงงานให้ได้รับความคุ้มครองสิทธิประโยชน์ตามสัญญาจ้างและกฎหมายแรงงานของประเทศที่เข้าไปทำงาน ไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายจ้าง
“โดยให้บริษัทจัดหางานมีส่วนร่วมรับผิดชอบในการคุ้มครองภายหลังจัดส่งให้นายจ้างแล้ว รวมทั้งขยายขอบเขตสิทธิประโยชน์ของกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานต่างประเทศให้มากขึ้น ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ บริษัทจัดหางานและชุมชน จัดตั้งศูนย์ป้องกันและปราบปรามการหลอกลวงคนหางาน ณ สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด ทำหน้าที่รับแจ้งข่าวสาร ประชาสัมพันธ์ รับเรื่องร้องทุกข์ และปราบปราม ดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำการหลอกลวงคนหางาน ขณะเดียวกันดำเนินคดีกับผู้ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 โดยโทษคือ พักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาต และแจ้งความดำเนินคดีกับสาย/นายหน้าเถื่อนต่อไป” นายอนุรักษ์กล่าวและว่า นอกจากนี้ยังตรวจสอบการเดินทางไปทำงานต่างประเทศของคนหางาน ณ ด่านตรวจคนหางาน 25 ด่านใน 19 จังหวัด ซึ่งตั้งอยู่บริเวณท่าอากาศยานและชายแดนระหว่างประเทศด้วย
นายอนุรักษ์กล่าวอีกว่า ในปีงบประมาณ 2560 กกจ.ได้ตรวจสอบบริษัทจัดหางานต่างประเทศ 368 ครั้ง รับเรื่องร้องทุกข์จากคนหางานกรณีถูกสาย/นายหน้าเถื่อนหลอกลวง 580 คน โดยจ่ายเงินให้แล้วแต่ไม่ได้รับการจัดส่งไปทำงาน และได้ช่วยเหลือคนหางาน 575 คน ที่เหลืออยู่ระหว่างดำเนินการ ดำเนินคดีสาย/นายหน้าเถื่อนที่หลอกลวงคนหางาน 45 ราย พักใช้/เพิกถอนใบอนุญาตจัดหางานและดำเนินคดีอาญากับบริษัทจัดหางานฯ 4 ราย และตรวจสอบการเดินทางไปทำงานต่างประเทศ โดยได้ระงับการเดินทางของผู้ที่จะลักลอบไปทำงานต่างประเทศ 1,136 คน ซึ่งประเทศที่ระงับการเดินทางมากที่สุด 5 ประเทศคือ เกาหลีใต้ มาเลเซีย บาห์เรน รัสเซีย และกาตาร์

