เมื่อวันที่ 5 มกราคม ดร.สุพจน์ ทรายแก้ว อธิการบดีใหม่ถอดด้าม ของมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ในพระบรมราชาชูปถัมภ์ ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ให้สัมภาษณ์พิเศษกับมติชนโดยเปิดเผยว่า ตามที่สภามหาลัย ฯ คัดเลือกให้ตนเองขึ้นเป็นอธิการบดีนั้นเป็นช่วงรอยของคณบดีหมดวาระพร้อมๆกัน 5 คณะและในช่วงดังกล่าวนี้ก็ได้มีการสรรหาคณบดีกันจนเรียบร้อยเพื่อขับเคลื่อนและเตรียมแผนการทำงานในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า
“ขณะนี้มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านบริบทสังคมไทยและสังคมโลก จึงต้องช่วยกันคิดช่วยกันทำและบริหารด้วยการมีส่วนร่วมว่าจะเคลื่อนอย่างไรและต้องทำอะไรหลังจากมีเป้าหมายร่วมกัน เมื่อลงตัวเรียบร้อยแล้วก็คงจะขับเคลื่อนงานกันได้อย่างเต็มประสิทธิผล”
ดร.สุพจน์ บอกอีกว่า ตนได้เตรียมแผนและแนวยุทธศาสตร์ใหม่ของมหาวิทยาลัยตามแนวพระราชดำริซึ่งมีอยู่ 3 เรื่องที่สำคัญเรื่องแรกคือเรื่องของการพัฒนาท้องถิ่น ซึ่งตนเองได้พบท่านผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วและผู้ว่าจังหวัดปทุมธานี เพื่อทำงานในการพัฒนาท้องถิ่น อย่างที่จังหวัดสระแก้วมีโครงการสร้างเมืองสุขภาวะเป็นแนวคิดที่ดี สุขภาพดี เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมที่ดี
“ส่วนจังหวัดปทุมธานีได้จับคู่กับองค์การบริหารส่วนตำบล กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มประชากร ที่จะร่วมกันพัฒนาชุมชนท้องถิ่นในการที่จะทำงานร่วมกัน”
“ด้านที่สองคือด้านการผลิตและพัฒนาครูโดยได้ทำกันมาอย่างต่อเนื่องแล้วแต่เรื่องการพัฒนาครูนั้นต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนโดยมีการจัดอบรมเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาครู อีกทั้งอีกส่วนหนึ่งคือการพัฒนาคุณภาพการศึกษาภายในมหาวิทยาลัย เน้นในเรื่องของภาษาอังกฤษ” อธิการคนใหม่ กล่าว

ดร.สุพจน์ กล่าวเสริมต่ออีกว่า สุดท้ายคือเรื่องเกี่ยวกับการกิจการโดยการจะพัฒนามหาวิทยาลัยให้เป็นสีเขียวและมีสิ่งแวดล้อมที่สวยงามมีความร่มเย็นมีการอนุรักษ์พลังงานต่างๆ และอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องทำคือการบริหารแบบมีธรรมาภิบาลต้องโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้โดยได้
ดร.สุพจน์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้เราจัดเจงในจัดการเรียนการสอนแบบ (productive learning) หรือเรียกว่าการศึกษา4.0คือนักศึกษาของเราเรียนแล้วต้องมี (product) หรือมีผลผลิตบางอย่างให้ครูบาอาจารย์และสังคมเห็นอย่างชัดเจนแต่ขณะนี้เราชัดเจนแล้วว่าเด็กที่มาเรียนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ต้อง (action learning) คือเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงคือเราปรับตั้งแต่วิชาการศึกษาทั่วไปให้เรียนรู้ที่จะปรับทัศนคติปรับวิธีคิดและสามรถแก้ไขปัญหาในชีวิตของเขาได้และจะต้องให้เขาแสดงออกว่าเขาเกิดการเรียนรู้อันนี้คือวิชา (GE) และยังมีมหกรรม (GE DAY) เด็กจะต้องเอาผลงานที่เขาเรียนรู้ในห้องเรียนออกมาโชว์
“ทั้งนี้มหาวิทยาลัยไปร่วมกับชุมชนคลองสิบห้าและชุมชนคลองสามเพื่อที่มีการพัฒนาด้านผลิตภัณฑ์พืชแปรรูปหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำอยู่แล้วเราก็ไปทำเก็ตติ้งให้เพื่อจะทำให้เกิดการมีมูลค่าเพิ่มของสินค้าเขามีสินค้าแล้วทางเราไปทำตลาดให้ ตลาดที่ทำคือตลาดของไซเบอร์ตลาดทางเครือข่าย โดยได้รับการยอมรับจากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์”
“ดังนั้นจุดเริ่มต้นที่สำคัญเราพยายามปรับ(myjet)และพยายามสร้างวิสัยทัศน์ร่วมของอาจารย์ทั้งในส่วนของผู้ปฎิบัติและผู้บริหารประธานหลักสูตรรองคณบดีคณบดีต่างๆเพื่อที่จะช่วยกันขับเคลื่อนงานของมหาวิทยาลัยฯโดยจะทำให้มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ในพระบรมราชาชูปถัมภ์เป็นที่ให้การยอมรับในเขตพื้นที่ภาคกลางที่มีผลงานโดดเด่นในการพัฒนาท้องถิ่นเป็นมหาวิทยาลัยฯที่นักศึกษาจากทั่วสารทิศอยากเข้ามาศึกษาเรียนรู้เพราะเรามีสิ่งอำนวยความสะดวกในการเรียนรู้เรามีเลินนิ่งสเปซต่างๆพร้อมที่จะให้เขาเกิดการเรียนรู้ซึ่งตนเองจะเร่งดำเนินการในช่วง1-2 ปีข้างหน้าที่จะเกิดขึ้น”


