เมื่อวันที่ 7 มกราคม พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ร่วมกับตำรวจ 191, สน.บางเขน เเละหลายพื้นที่ร่วมกันแถลงจับกุม นายวสิฐวิชญ์ สุขเบื้องบนอายุ 43 ปี, นายณัฐพงษ์ ตรัยรัตนยนต์ อายุ 38 ปี และนายซู เช่าหลง อายุ 22 ปี สัญชาติไต้หวัน ผู้ต้องหาเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ตามหมายจับของศาลอาญา ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น และร่วมกันฉ้อโกงประชาชน เเละความผิดตาม พ.ร.บ.องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมยึดของกลางเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดของกลุ่มผู้ต้องหา 31 รายการ อาทิเช่น บัตรอิเล็กทรอนิกส์ โทรศัพท์ รถยนต์ เเละเงินสด โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 3 รายได้ในพื้นที่ สน.ทองหล่อ เเละ สน.โชคชัย
โดยพฤติการณ์ดังกล่าว มีกลุ่มขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรไปหลอกลวงผู้เสียหายจนหลงเชื่อ มีการโอนเงินให้กับทางแก๊งแล้ว ผู้ต้องหากลุ่มนี้จะไปทำการตระเวนกดเงินจากตู้เอทีเอ็มตามพื้นที่ต่างๆ ทั้ง ลาดพร้าว ทองหล่อ บางเขน บางพลี จังหวัดสมุทรปราการ โดยใช้บัญชีธนาคารของชาวไทยที่รับจ้างเปิดบัญชี
พล.ต.ต.สุรเชษฐ์กล่าวว่า แผนประทุษกรรมทรัพย์สินของแก็งคอลเซ็นเตอร์ จะมีนายทุนเป็นชาวไต้หวัน และเครือข่ายเป็นคนไทย โดยในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่ว่านี้มีชาวไต้หวัน จีน มาเลเซีย เเละคนไทย

โดยพฤติกรรมจะว่าจ้างบุคคลให้เปิดบัญชีเพื่อรับโอนเงินจากผู้เสียหาย ก่อนที่จะมีกลุ่มผู้ต้องหาอีกส่วน ทำหน้าที่กดเงินสดจากตู้เอทีเอ็ม หรือที่เรียกกันว่า “ม้ากดเงิน” ซึ่งขบวนการนี้มีคนไทยร่วมกับชาวต่างชาติ ซึ่งตอนนี้ตำรวจขอศาลออกหมายจับทั้งหมดไป 44 ราย เเละจับกุมได้แล้ว 28 ราย ซึ่งผู้ต้องหาทั้ง 3 คนก็อยู่ในกลุ่มที่มีการขอออกหมายจับ โดยยอดผู้เสียหายชาวไทยทั้งรายเก่าและรายใหม่ทั่วประเทศ ที่พนักงานสอบสวนในพื้นที่ต่างๆ ร่วมกับตำรวจท่องเที่ยวบูรณาการรับเรื่องร้องทุกข์ไว้ทั้งหมดตอนนี้มีทั้งหมด 226 ราย รวมมูลค่าความเสียหายประมาณ 100 ล้านบาท
สำหรับแนวทางการให้ความช่วยเหลือทางคดีกับผู้เสียหายนั้น ในสัปดาห์หน้าคณะพนักงานสอบสวนทั้งหมดจะเข้าหารือกับอธิบดีอัยการสำนักงานเศรษฐกิจและทรัพยากร เพื่อหาแนวทางในการฟ้องร้องดำเนินคดีกับคดีที่มีผลดระทบกับผู้เสียหายทางเศรษฐกิจนี้โดยเร็ว เพื่อหาช่องทางนำเงินมาคืนให้กับผู้เสียหายให้เร็วที่สุด ส่วนประเด็นที่มีการโอนเงินออกนอกประเทศไปแล้วนั้น จะสามารถนำคืนมาได้หรือไม่นั้น ตนเห็นว่ายังมีช่องทางที่สามารถทำได้อยู่เเละจะมีการประสานกับ ปปง. เพื่อหาแนวทางนำเงินที่มีการโอนไปเเล้วกลับมาคืนให้กับผู้เสียหายได้
พล.ต.ต.สุรเชษฐ์กล่าวว่า อยากฝากเตือนว่าการกระทำผิดในลักษณะนี้ยังมีอีกมาก ทางพนักงานสอบสวนจะดำเนินการเอาผิดให้ถึงที่สุดต่อไป ไม่ว่าจะเป็นกรณีคนไทยที่อยู่ต่างเเดนเเละไปเป็นเเก๊งคอลเซ็นเตอร์ก็ขอให้เดินทางกลับประเทศ ซึ่งเราก็จะพิจารณาว่าการกระทำดังกล่าวจะต้องตกเป็นผู้ต้องหาหรือเป็นพยานเพื่อขยายผลได้ ส่วนคนไทยที่ไปเปิดบัญชีให้เเก๊งคอลเซ็นเตอร์ในปัจจุบันนี้เราดำเนินคดีเเจ้งข้อหาเหมือนตัวการที่เป็นนายทุน จะต้องรับโทษเท่ากันต่างกับเมื่อก่อนที่ไม่มีการเเจ้งข้อหาคนที่เปิดบัญชี เพราะถ้าไม่เปิดโอกาสองค์กรข้ามชาติเหล่านี้ก็ไม่มีอำนาจที่จะมาทำร้ายคนไทยด้วยกันได้
อย่างไรก็ตาม ในชั้นนี้พนักงานสอบสวนไม่อนุญาตให้ประกันตัวในชั้นสอบสวน เเละพรุ่งนี้จะควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดไปฝากขังที่ศาลอาญา พร้อมคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากพฤติกรรมเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ หากให้ประกันตัวจะไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานและไปก่อเหตุซ้ำอีก


