เมื่อวันที่ 8 มกราคม น.ส.ทิพามาศ อุปน้อย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทย กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ตอนกลาง เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากนายยอดชาย พันธ์ครุฑ ชาวประมงว่า พบซากพะยูนเกยตื้นอยู่ บริเวณหาดหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนาพันธุ์กุ้ง หมู่ที่ 4 ต.ตะกรบ อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี จากการตรวจสอบพบว่าเป็นพะยูน เพศผู้ ยาวประมาณ 3 เมตร หนักประมาณ 200 กิโลกรัม สภาพซากสด ทางเจ้าหน้าที่กลุ่มสัตว์ทะเลหายาก ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนกลาง ได้เข้าตรวจสอบและขนย้ายซากมายังศูนย์วิจัยฯ เพื่อดำเนินการผ่าพิสูจน์ซากหาสาเหตุการตายต่อไป
น.ส.ทิพามาส กล่าวว่า ถึงแม้พะยูนได้รับการประกาศให้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองโดยพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2503 อดีตประชากรพะยูนในทะเลไทยได้ลดจำนวนลงอย่างมาก เนื่องจากสถานการณ์ความเสื่อมโทรมสิ่งแวดล้อมและการล่าพะยูนเพื่อเป็นอาหารตลอดจนการล่าเพื่อนำอวัยวะพะยูนไปเป็นเครื่องรางของขลังตามความเชื่อ ทำให้พะยูนลดจำน้อยลงอย่างรวดเร็ว จนถือได้ว่ากำลังอยู่ในภาวะวิกฤตที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ และ แม้ในปัจจุบัน การล่าพะยูนเพื่อเป็นอาหารได้หมดไปจากทะเลไทยแล้ว แต่การตายของพะยูนยังมีอยู่อย่างต่อเนื่องและสาเหตุที่พบมากที่สุดคือการตายเนื่องจากติดเครื่องมือประมงหรือบาดเจ็บจากการหลุดรอดจากเครื่องมือประมงมาเกยตื้น เครื่องมือประมงที่พะยูนมาติดและตายมากที่สุด ได้แก่ อวนลอยหรืออวนติดตาชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอวนปลาสีเสียด อวนลอยปลากะพง อวนสามชั้น อวนจมปู อวนปลากระเบน รองลงไป คือ โป๊ะ
“ด้วยจำนวนที่เหลืออยู่ไม่มากของพะยูนนี้ ทำให้คนไทยเริ่มเห็นความจำเป็นในการอนุรักษ์พะยูนมากขึ้น โดย ทช.ได้วางแผน ทำโครงการต่าง ๆ เพื่อการอนุรักษ์พะยูน รวมทั้งได้ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการจัดการสิ่งแวดล้อมและกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการอนุรักษ์พะยูนและระบบนิเวศที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของพะยูนอย่างจริงจัง เพื่อลดปริมาณการตายของพะยูนลง”น.ส ทิพามาส กล่าว

