เมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(รองโฆษก ตร.) เปิดเผยความคืบหน้าคดีข่มขืนกระทำชำเราเด็ก อายุ 14 ปี ใน สภ.เชียงกลม จ.เลย ต่อมาญาติของผู้เสียหายได้เข้าร้องขอความเป็นธรมต่อสื่อ เหตุคดีไม่คืบหน้าพร้อมทั้งถูกขู่ฆ่าว่า ได้รับรายงานจาก สภ.เชียงกลม ว่า เมื่อวันที่31 ธันวาคม 2560 เวลาประมาณ 13.30 น. ผู้เสียหาย เป็นหลานสาวของผู้กล่าวหา เดินทางออกจากบ้านไปงานเลี้ยงปีใหม่ที่บ้านเพื่อน จากนั้นเมื่อวันที่ 1มกราคม 2561 เวลา 00.30 น. ผู้เสียหายไปที่บ้านเลขที่ 21/1 บ้านห้วยผักกูด หมู่ 8 ต.เชียงกลม เป็นบ้านของนายเอ (นามสมมุติ) อายุ 17 ปี โดยมีกลุ่มเพื่อนของนายเอ หลายคนนั่งดื่มสุรากินเลี้ยงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ภายในบ้าน จากนั้นผู้เสียหาย ถูกผู้ต้องหาที่ 1 นายบี (นามสมมุติ) อายุ 19 ปี เข้ามาหาที่ห้องและกระทำชำเรา จากนั้นผู้ต้องหาที่ 2 นายซี (นามสมมุติ) อายุ 17 ปี เดินเข้ามาในห้องเพื่อกระทำชำเราผู้เสียหายอีกครั้ง ก่อนที่ผู้เสียหายจะส่งเสียงร้อง ทำให้กลุ่มเพื่อนๆ ที่อยู่ใกล้เคียงที่เกิดเหตุเข้าไปดู จากนั้นจึงเข้าแจ้ง
พ.ต.อ.กฤษณะ กล่าวต่อว่า หลังเกิดเหตุ พนักงานสอบสวน สภ.เชียงกลม ส่งตัวผู้เสียหายไปโรงพยาบาลปากชม เพื่อตรวจหาร่องรอยการถูกข่มขืน พร้อมทั้งได้ตรวจสถานที่เกิดเหตุ บันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุ ถ่ายภายที่เกิดเหตุ และวาดภาพแผนที่เกิดเหตุ เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้องไปแล้วหลายปาก ต่อมาเมื่อวันที่ 8มกราคม 2561 เวลา 13.00 น. ผู้ต้องหาที่ 1 นายบี และ ผู้ต้องหาที่ 2 นายซี เดินทางมาพบพนักงานสอบสวน สภ.เชียงกลม เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภรรยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยผู้ต้องหาทั้ง2คน ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา พนักงานสอบสวนจึงควบคุมตัวผู้ส่งศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเลย ขอให้ควบคุมตัวดำเนินคดี ศาลได้ไต่สวนเบื้องต้นแล้ว เห็นว่ามีมูลความผิดจริง จึงสั่งให้ควบคุมตัวไปยังสถานพินิจ ตามเขตอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัว ต่อมาได้รับการประกันตัว
รองโฆษก ตร. กล่าวอีกว่า สำหรับประเด็นที่ญาติผู้เสียหายอ้างต่อสื่อว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่รับแจ้งความและให้ญาติผู้เสียหายไปจับคนร้ายเองนั้น ได้รับรายงานว่าไม่เป็นความจริง อาจเกิดจากการสื่อสารที่คลาดเคลื่อนระหว่างพนักงานสอบสวนกับทางผู้เสียหายและญาติผู้เสียหาย โดยทางพนักงานสอบสวนไม่ได้ปัดความรับผิดชอบแต่อย่างใด ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนกระบวนทางกฎหมาย เนื่องจากพนักงานสอบสวน ดำเนินการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานในการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องทั้งหมดอย่างตรงไปตรงมา โดยยึดพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์หรือผลการตรวจพิสูจน์ทางการแพทย์ เนื่องจากพยานหลักฐานดังกล่าวสามารถยืนยันความผิดของผู้ต้องหาได้อย่างแน่ชัด โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้นิ่งนอนใจและไม่ได้ดำเนินการสอบสวนล่าช้าแต่อย่างใด หากแต่ต้องรอผลการตรวจพิสูจน์จากโรงพยาบาล อาจต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง กว่าผลการตรวจพิสูจน์จะแล้วเสร็จ ประกอบกับพนักงานสอบสวนต้องสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานให้สิ้นกระแสความเสียก่อน เพื่อที่พนักงานสอบสวนจะมีพยานหลักฐานและข้อมูลที่น่าเชื่อได้ว่าผู้ต้องหาเป็นผู้กระทำความผิดจริง จึงแจ้งข้อกล่าวหาหรือออกหมายจับผู้ต้องหาได้ และเพื่อให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย ในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานที่ปรากฏได้

