ทนาย’บรรยิน’ยังไม่ได้รับแจ้งตร.นัดส่งตัวพบอสส.ฟ้องคดี เตรียมหลักทรัพย์ยื่นประกันตัว

10.01.18 | 12:21 น.
ภาพประกอบจากแฟ้มข่าว

เมื่อวันที่ 10 มกราคม นายบัญชา ชัยจำ ทนายความของ พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่ากระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมสู้คดีที่อัยการสูงสุดชี้ขาดสั่งให้ฟ้องร่วมปลอมแปลงเอกสารสิทธิการโอนหุ้นของนายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง หรือเสี่ยจืด นักธุรกิจรับเหมาหมื่นล้านที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ซึ่งเป็นรถที่ พ.ต.ท.บรรยินขับ ว่า หลังจากที่มีข่าวเผยแพร่ว่าอัยการสูงสุดสั่งให้ฟ้องข้อหาปลอมแปลงเอกสารสิทธิแล้ว ขณะนี้ยังไม่ได้รับแจ้งด้วยหนังสือหรือโทรศัพท์จากตำรวจที่จะนัดส่งตัวให้ไปพบอัยการ (คดีอาญากรุงเทพใต้ 3 รับผิดชอบสำนวน) เพื่อจะยื่นฟ้องต่อศาล หากตำรวจแจ้งนัดเมื่อใดก็พร้อม ตามหลักและการปฏิบัติ หากนัดฟ้องก็จะนัดผู้ต้องหาไปพร้อมกันทั้งหมด (ผู้ต้องหาร่วมอีก 2 คน) ส่วนเวลานี้จะหารือกับ พ.ต.ท.บรรยินว่าจะสะดวกใช้หลักทรัพย์อะไรยื่นประกันตัวเมื่อมีการฟ้องคดี จะเป็นเงินสด หรือสมุดบัญชีเงินฝาก หรือโฉนดที่ดิน แต่ถ้าสะดวกก็น่าจะเป็นสมุดบัญชีเงินฝากและเงินสด ซึ่งมูลค่าหลักทรัพย์นั้น ประมาณ 200,000 บาท

ส่วนคดีที่ครอบครัวของนายชูวงษ์ยื่นฟ้องเองข้อหาฆ่านั้น ซึ่งศาลจังหวัดพระโขนง นัดสอบคำให้การในวันที่ 12 กุมภาพันธ์นี้ พ.ต.ท.บรรยินก็จะเดินทางไปตามนัด โดยเตรียมหลักทรัพย์ไว้ยื่นประกันตัวเช่นกันซึ่งมูลค่านั้นน่าจะเท่ากันกับชั้นฝากขังที่เคยยื่นไป คือ 2 ล้านบาท โดยคาดว่าการประกันตัวทั้ง 2 คดียังไม่มีอะไรยุ่งยาก ซึ่งชั้นฝากขัง พ.ต.ท.บรรยินก็ปฏิบัติตามเงื่อนไขของศาล ไม่ได้หลบหนีอะไร สำหรับการต่อสู้คดี เราก็พร้อม ซึ่งผลเป็นอย่างไรสุดท้ายก็เป็นดุลพินิจศาล

ด้านนายเดชา ขุนทอง ทนายความของ น.ส.อุรชา หรือป้อนข้าว วชิรกุลฑล เจ้าหน้าที่การตลาด บริษัทหลักทรัพย์ เออีซีเอส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เพิ่งทราบข่าวเรื่องที่อัยการสั่งฟ้องเมื่อเช้านี้ โดยยังไม่ได้รับแจ้งจากตำรวจแต่อย่างใดที่จะนัดส่งตัวไปพบอัยการเพื่อฟ้องคดี และยังไม่ได้พูดคุยกับลูกความในเรื่องนี้ ซึ่งการเตรียมตัวนั้นก็คงต้องเตรียมหลักทรัพย์ไว้ยื่นประกันตัวชั้นฟ้องคดี โดยมูลค่าน่าจะไม่สูงเท่าชั้นฝากขังที่ขณะนั้นมีข้อกล่าวหาอื่นด้วยคือลักทรัพย์และรับของโจร แต่ขณะนี้มีเพียงข้อหาร่วมปลอมเอกสารฯเท่านั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีโอนหุ้นเสี่ยชูวงษ์นั้น อัยการสูงสุดชี้ขาดสั่งให้ฟ้อง น.ส.กัญฐณา หรือน้ำตาล ศิวาธนพล อายุ 28 ปี อดีตพริตตี้คนสนิทนายชูวงษ์ ผู้ต้องหาที่ 1, น.ส.อุรชา หรือป้อนข้าว วชิรกุลฑล อายุ 27 ปี เจ้าหน้าที่การตลาด บริษัทหลักทรัพย์ เออีซีเอส จำกัด (มหาชน) คนสนิท พ.ต.ท.บรรยิน ผู้ต้องหาที่ 3 และ พ.ต.ท.บรรยิน อายุ 55 ปี อดีต รมช.พาณิชย์ ผู้ต้องหาที่ 4 ฐานร่วมกันปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมเท่านั้น จากเดิมสำนวนการสอบสวน แจ้งข้อหาร่วมกันปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม, ร่วมกันลักทรัพย์ และรับของโจร ส่วน น.ส.ศรีธรา พรหมา อายุ 53 ปี มารดาของ น.ส.อุรชา ผู้ต้องหาที่ 2 นั้นไม่ฟ้อง

ขณะที่ครอบครัวเสี่ยชูวงษ์ โดยภรรยาและบุตรชาย ที่เป็นผู้จัดการมรดก ยังได้ยื่นฟ้องเองด้วย ในคดีแพ่งขอคืนหุ้นจาก น.ส.กัญฐนา อดีตพริตตี้ และบริษัทหลักทรัพย์ ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ 2 สำนวน ซึ่งศาลรับฟ้องแล้ว คดีอยู่ระหว่างรอสืบพยาน รวมทั้งยื่นฟ้องคดีอาญา พ.ต.ท.บรรยิน กับ น.ส.อุรชา อดีตโบรเกอร์คนสนิท และ พ.ต.ท.บรรยิน กับ น.ส.กัญฐนา อดีตพริตตี้สาวคนสนิทเสี่ยชูวงษ์ด้วย ฐานปลอมและใช้เอกสารปลอม ม.265,268 ต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ รวม 2 สำนวน ซึ่งคดีอยู่ระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง และฟ้อง พ.ต.ท.บรรยิน เป็นคดีแพ่งต่อศาลจังหวัดพระโขนง เรียกค่าเสียหายจากละเมิด เหตุที่เสี่ยชูวงษ์เสียชีวิตด้วย ซึ่งคดียังอยู่ระหว่างพิจารณา

Advertisement