คืบหน้าปรับแก้ ‘กม.บัตรทอง’ รอเข้า ครม.ด้านมุมมองแพทย์-เอ็นจีโอยังแตกต่าง

11.01.18 | 14:50 น.

เมื่อวันที่ 11 มกราคม นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงความคืบหน้าการปรับแก้ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545  ว่า  ขณะนี้ ร่าง พ.ร.บ.ฯ ฉบับปรับปรุงแก้ไขอยู่ที่เลขาธิการคณะรัฐมนตรี(ครม.)   เหลือเพียงนำเข้าสู่การพิจารณาเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ส่วนประเด็นคัดค้านหรือการแยกเงินเดือนจะเป็นอย่างไร ตนยังบอกไม่ได้ ขณะนี้เรามีคณะกรรมการปฏิรูประบบสาธารณสุขอยู่  มีทั้งนักวิชาการ ภาคประชาชน เข้ามาร่วมพิจารณาหาทางออกเรื่องนี้  เพราะอย่างไรก็ตาม ทิศทางของบัตรทองถือเป็นเรื่องที่ถูกทางแล้ว  ส่วนการปรับปรุงแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ฯ ยังต้องใช้เวลาอีกนาน เนื่องจากหาก ครม.เห็นชอบก็ต้องไปคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา ก่อนเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อีก ซึ่งยังมีอีกหลายเวทีกว่าจะแล้วเสร็จ

นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ ในฐานะผู้แทนกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ทางกลุ่มได้เคยทำหนังสือส่งถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ ครม. เพื่อคัดค้านร่างกฎหมายดังกล่าว ซึ่งยังคงยืนยันเหมือนเดิมว่า การแก้ไข พ.ร.บ.ฉบับนี้ขัดเจตนารมณ์ของบัตรทอง

โดยนายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ ในฐานะผู้แทนกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ให้สัมภาษณ์ว่า ที่ผ่านมาได้ทำหนังสือส่งถึงนายกรัฐมนตรีโดยยืนยันว่า ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวยังขาดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ที่สำคัญยังส่งผลต่อความมั่นคงของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่องตลอด 15 ปีที่ผ่านมา โดยจะกระทบต่อการเข้าถึงบริการสาธารณสุขของประชาชน กระทบต่อการกระจายบุคลากรสุขภาพไปยังพื้นที่ห่างไกลให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน และกระทบต่อการบริหารจัดการเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

“ประเด็นหลักๆที่คัดค้าน คือ 1.การแยกเงินเดือนออกจากงบเหมาจ่ายรายหัว ซึ่งเดิมทีเงินก้อนนี้จะลงไปตามจำนวนประชากรในแต่ละพื้นที่ พื้นที่ใดมีมากก็จะได้รับงบมาก ซึ่งผู้ป่วยย่อมมีจำนวนมากด้วย แต่หากเปลี่ยนไปงบก็จะไปตามบุคลากรสาธารณสุข ซึ่งหากทำเช่นนี้จะมีผลทำให้เกิดการกระจุกตัวของบุคลากรสุขภาพในเขตเมืองใหญ่ ไม่กระจายไปตามจำนวนประชากรที่หนาแน่นในเขตชนบท ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์ของระบบหลักประกันสุขภาพตั้งแต่ต้น ที่ยึดประชาชนเป็นหลัก 2.การจัดซื้อยามีการโอนอำนาจไปให้ทางโรงพยาบาลราชวิถีแทนสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้มีการทักท้วงจากคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง. ว่า สปสช.ไม่มีอำนาจในการจัดซื้อยา ซึ่งจริงๆประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ในการสั่งซื้อเท่านั้น แทนที่จะแก้กฎหมายให้ สปสช.ทำได้ กลับไม่ทำ กลับโอนอำนาจให้โรงพยาบาลราชวิถี หน่วยงานในกระทรวงสาธารณสุขแทน

“ผมอยู่ในอนุกรรมการพิจารณาจัดซื้อยา ทำให้ทราบว่ามีปัญหาล่าช้า ติดขัดกระบวนการมาก เพราะโรงพยาบาลราชวิถีเป็นคนซื้อ แต่ไม่มีข้อมูลในเรื่องการจัดซื้อยา ก็ต้องไปอาศัยกลไกของ สปสช. ทำให้และต้องส่งเรื่องเข้าอนุกรรมการพิจารณา และค่อยส่งไปยังโรงพยาบาลราชวิถีให้จัดซื้อ หลายขั้นตอนเกินไป แทนที่จะเป็น สปสช.ทำ ซึ่งรวดเร็วกว่า” นายนิมิตร์ กล่าว และว่า ส่วนที่ควรปรับแก้กลับไม่ทำ คือ การแก้ไขเพื่อรองรับการปฏิรูประบบสุขภาพตามที่กำหนดในรัฐธรรมนูญมาตรา 258 ข้อ ช (4) ที่มุ่งเน้น “ปรับระบบหลักประกันสุขภาพให้ประชาชนได้รับสิทธิและประโยชน์จากการบริหารจัดการและการเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพและสะดวกทัดเทียมกัน” ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพ ในมาตรา 9 ,10 และบทเฉพาะกาล มาตรา 66 ที่ต้องการลดความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงบริการของคนใน 3 ระบบประกันสุขภาพ แต่ที่ผ่านมา กลับไม่สามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้จริง

Advertisement

ด้าน นพ.ประดิษฐ์ ไชยบุตร ประธานสมาพันธ์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป (สพศท.) กล่าวว่า การแก้กฎหมายบัตรทองเป็นสิ่งที่ดี เพียงแต่ทุกคนต้องหันหน้าเข้าหากัน มอบภาพรวมจริงๆ ตนไม่อยากจะพูดว่าควรแก้อะไรอย่างไร แต่อยากให้มองว่า ที่ผ่านมาระบบมีปัญหาหรือไม่ ต้องยอมรับก่อนว่า มีปัญหา และต้องแก้ไขหรือไม่ หากไม่แก้ไขก็จะวนเวียนปัญหาเดิมๆ ไม่จบ ส่วนจะแก้ไขอย่างไรก็ต้องหันหน้ามาพูดคุยกันว่า มีจุดไหนจะแก้และเห็นพร้องร่วมกัน แต่ไม่ว่าอย่างไรการบริการประชาชนจะต้องมีประสิทธิภาพ และเจ้าหน้าที่ต้องมีความสุขด้วย ซึ่งการจะทำให้เจ้าหน้าที่มีความสุขมีหลายอย่าง ทั้งภาระงาน ค่าตอบแทน ระบบการจัดการความก้าวหน้าต่างๆ ซึ่งการจะทำให้ระบบสุขภาพยั่งยืน

 

 

 

 

 

 

 

////////////

ประเด็นสาธารณสุขฮอตฮิตในช่วงปี 2560 ที่ผ่านมา หากไม่พูดถึงการแก้กฎหมายบัตรทอง หรือ พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 คงไม่ได้  เพราะนับเป็นกระแสร้อนแรงในแวดวงสาธารณสุขที่มีข้อโต้แย้ง คัดค้านจนกระทั่งปัจจุบัน

แม้สถานการณ์ล่าสุดร่างพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติฯ หรือที่เรียกกันง่ายๆว่า กฎหมายบัตรทอง จะจ่อรอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี(ครม.) แต่ดูเหมือนว่าจะยังไม่สามารถผ่านมติครม.ง่ายๆ นั่นเพราะเมื่อส่งเรื่องให้หน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องก็ยังมีความคิดเห็นต่างกันอยู่

โดยเฉพาะกลุ่มเอ็นจีโอในนามกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพที่คัดค้านเสียงแข็งต่อการแก้กฎหมายบัตรทอง เห็นได้ชัดจากการคัดค้านเวทีประชาพิจารณ์ 4 ภาค ทั้งภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง โดยทำทั้งวอล์กเอ้าท์ไม่เข้าร่วม ทั้งยึดเวที แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วย  ในเรื่องการจัดซื้อยาจำเป็น แทนที่จะให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) ดำเนินการต่อ โดยปรับแก้กฎหมายให้สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ทักท้วงว่า สปสช.ไม่มีอำนาจ  รวมไปถึงประเด็นเรื่องสัดส่วนกรรมการก็ ไม่มีความจำเป็นต้องแก้ไข แต่กลับแก้เพื่อเพิ่มสัดส่วนผู้ให้บริการ ซึ่งเป็นสัดส่วนกระทรวงมากขึ้น  และที่เห็นต่างมากที่สุด หนีไม่พ้นเรื่อง การแยกเงินเดือนบุคลากรออกจากงบเหมาจ่ายรายหัวของบัตรทอง

แม้ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุข(สธ.) และผู้ที่เกี่ยวข้องต่างๆ จะออกมาอธิบายถึงประเด็นต่างๆว่า แท้จริงแล้วก็เพื่อประชาชนในภาพรวมทั้งหมด และยังเป็นการจัดระบบการบริหารจัดการเพื่อให้หน่วยบริการอยู่ได้ เพราะสุดท้ายการดำเนินการต่างๆ ก็ต้องเน้นทั้งประชาชนเป็นหลัก และต้องให้บุคลากรทางด้านสาธารณสุขทำงานได้อย่างมีความสุข ที่สำคัญต้องลดปัญหาวิกฤตทางการเงินของโรงพยาบาล เนื่องจากที่ผ่านมาจะมีผู้รู้ออกมาพูดเสมอว่า ส่วนหนึ่งมาจากการจัดสรรงบบัตรทองที่ส่งผลให้รพ.ขาดสภาพคล่อง แต่ขณะเดียวกันกลุ่มเอ็นจีโอก็ออกมาเปิดเผยว่า แท้จริงเป็นเพราะการบริหารจัดการของผู้อำนวยการโรงพยาบาลหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพยังเดินหน้าคัดค้าน  และได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี เพื่อคัดค้านร่างกฎหมายบัตรทอง โดยระบุว่า ร่างกฎหมายที่กระทรวงสาธารณสุขได้ยื่น  เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี  มีหลายประเด็นที่อาจส่งผลต่อความมั่นคงของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่องตลอด 15 ปีที่ผ่านมา  โดยจะกระทบต่อการเข้าถึงบริการสาธารณสุขของประชาชน   กระทบต่อการกระจายบุคลากรสุขภาพไปยังพื้นที่ห่างไกลให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน และกระทบต่อการบริหารจัดการเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
การแก้ไข พ.ร.บ. เป็นเรื่องดี หากได้แก้ไขจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีตให้สามารถพัฒนาและเดินหน้าได้อย่างมั่นคง  แต่หากท่านได้พิจารณาในรายละเอียดตามเอกสารแนบ ในสิ่งที่ส่งมาด้วยนั้นประกอบจะพบว่า การแก้ไขร่างพ.ร.บ.ฯ ฉบับนี้ กำลังเดินสวนทางเจตนารมณ์ที่จะสร้างความมั่นคงของระบบหลักประกันสุขภาพ แต่เป็นความพยายามดึงอำนาจกลับศูนย์กลางอำนาจเดิมคือกระทรวงสาธารณสุข เช่น ความพยายามในการดึงอำนาจการจัดซื้อยารวมในระดับประเทศของ สปสช. ที่ทำมาด้วยดีโดยตลอด ประหยัดงบประมาณได้มากกว่า ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทตลอด ๑๐ ปีที่ผ่านมา ทั้งๆที่ไม่มีประสบการณ์ในการทำงานจัดซื้อยารวมหรือพบมามีกรณีทุจริตการจัดซื้อยาในอดีตก็ตาม (มาตรา ๔๗/๒),  หรือ การพยายามแยกเงินเดือนของบุคลากรออกจากค่าใช้จ่ายเหมาจ่ายรายหัว (มาตรา ๔๖ (๒)) ที่จะมีผลทำให้เกิดการกระจุกตัวของบุคลากรสุขภาพในเขตเมืองใหญ่ ไม่กระจายไปตามจำนวนประชากรที่หนาแน่นในเขตชนบท เป็นต้น
ในขณะที่ในกฎหมายยังมีหลายประเด็นที่สมควรแก้กลับไม่มีการแก้ไข เช่น การแก้ไขเพื่อรองรับการปฏิรูประบบสุขภาพตามที่กำหนดในรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๕๘ ข้อ ช (๔) ที่มุ่งเน้น “ปรับระบบหลักประกันสุขภาพให้ประชาชนได้รับสิทธิและประโยชน์จากการบริหารจัดการและการเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพและสะดวกทัดเทียมกัน” ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ของพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพ พ.ศ.๒๕๔๕ ในมาตรา ๙, ๑๐ และบทเฉพาะกาล มาตรา ๖๖ ที่ต้องการลดความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงบริการของคนใน ๓ ระบบประกันสุขภาพ แต่ที่ผ่านมา กลับไม่สามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้จริง เป็นต้น
ในการนี้ ความเห็นประกอบการพิจารณาร่างพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. … ที่ทางกรรมการตามรายชื่อข้างท้ายเสนอมานั้น จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลผลกระทบและความเห็นที่คัดค้านของภาคประชาชนและในมุมมองทางวิชาการที่รอบด้านของกรรมการ เพื่อให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาประกอบการตัดสินใจและคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในวงกว้าง ท้ายนี้จึงใคร่ขอเสนอให้ท่านและคณะรัฐมนตรี ชะลอการตัดสินใจการพิจารณาเห็นชองร่างกฎหมายฉบับนี้ออกไป จนกว่าจะมีความเห็นร่วมที่แท้จริงบนฐานความรู้ที่ถูกต้อง ที่คนในสังคมยอมรับและเข้าใจ
22222222222222222

 

ทั้งนี้ ลองมาดูประเด็นหลักๆที่อยู่ในร่างพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพฯ ประกอบด้วย

1.การจ่ายเงินให้กับหน่วยงาน/องค์กรที่ไม่มีสิทธิได้รับตามกฎหมาย

2.กรอบการใช้เงินกองทุนฯ ทั้งในด้านความครอบคลุมของค่าใช้จ่ายเพื่อรับบริการสาธารณสุข ค่าสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค

3.การจ่ายเงินโดยตรงแก่บุคคล ไม่จ่ายผ่านหน่วยบริการตามกฎหมายกำหนด

4.เงินเหมาจ่ายรายหัวและเงินที่ได้จากผลงานบริการให้รับเข้าเป็นรายได้ของหน่วยบริการเป็ฯค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องและจำเป็นใช้ตามระเบียบเงินบำรุงได้

5.นิยามบริการสาธารณสุข

6.เงินช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้ให้บริการครอบคลุมทุกสิทธิ

7.เงินช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้รับบริการครอบคลุมทุกสิทธิและยกเลิกการไล่เบี้ย

8.การจัดระบบหลักประกันสุขภาพให้ครอบคลุมทุกคนที่อยู่บนแผ่นดินไทย

9.การร่วมจ่ายค่าบริการ

10.การสนับสนุนยาหรือเวชภัณฑ์หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์

11.คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพ

12.คณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานสาธารณสุข

13.การยกเลิกมาตรา 46 (2) ค่าใช้จ่ายรวม….เงินเดือนและค่าตอบแทน

14.ข้อเสนอแก้ไขในส่วนของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ทั้งเงินงบประมาณและรายได้ของสำนักงาน และคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามเลขาธิการ สปสช.