เมื่อวันที่ 11 มกราคม นายชาลี ลอยสูง รองประธาน คสรท. กล่าวกรณีการประชุมคณะกรรมการค่าจ้าง (บอร์ดค่าจ้าง) เลื่อนการประชุมเป็นวันที่ 17 มกราคม และตัวเลขเพิ่มค่าจ้างก็ยังไม่ชัดเจน ว่า การเลื่อนประชุมบอร์ดค่าจ้าง น่าจะเป็นการดึงเกม เพราะดูแล้วไม่น่าสรุปได้ เพราะไปผูกกับอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัด ยิ่งตอนนี้มีเงื่อนไขอีกว่า จะมีการปรับทุกจังหวัดแต่ไม่เท่ากัน และการปรับขึ้นก็ต้องขึ้นอยู่ภาวะเศรษฐกิจของจังหวัดนั้นๆ อีก ซึ่งก็ต้องถามว่า ทุกอย่างก็อยู่ที่อนุกรรมการอีก ซึ่งก็พิจารณาตามเงื่อนไขอีก สุดท้ายบางจังหวัดก็ต้องเสนอปรับบ้าง ไปจนถึงปานกลาง บางจังหวัดก็ไม่ปรับก็มี และเมื่อมาถึงส่วนกลางก็ต้องพิจารณาอีกว่า จังหวัดนี้ปรับสูงเกินไป จังหวัดนี้ปรับต่ำ แบบนี้ก็ตัดสินใจยากอีก สุดท้ายจังหวัดไหนปรับสูง และจังหวัดไหนใกล้เคียงกันก็กลับไปพิจารณาใหม่ ถามว่าอนุกรรมการจะพิจารณายังไง ก็ต้องพิจารณาให้ล้อตามส่วนกลางให้แก้ไข แบบนี้ก็ไม่ได้เป็นไปตามสภาพความเป็นจริงอยู่ดี เมื่อเป็นแบบนี้อนุกรรมการค่าจ้างมีความหมายหรือไม่ แบบนี้ไม่ต้องมีหรอก เพราะบอร์ดค่าจ้างก็จะให้แก้ไขตามที่ตนเองต้องการอยู่ดี
“ดังนั้น ยกเลิกอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดเสีย เพราะไม่มีประสิทธิภาพ ปรากฏว่าก็ไม่ยอมยกเลิก เพราะบอร์ดมักจะอ้างอนุกรรมการเป็นตัวอ้างอิง เมื่อพิจารณาค่าจ้างออกมาแล้ว แต่หากมีประเด็นก็โยนไปให้อนุกรรมการแทน แบบนี้บอร์ดก็ไม่ต้องรับผิดชอบ ผมคิดว่าเป็นเครื่องมือของบอร์ดค่าจ้างมากกว่า และขอถามว่า ที่บอกว่าขึ้นค่าจ้างทุกจังหวัดแต่ไม่เท่ากัน แต่จังหวัดใกล้เคียง อย่างสมุทรปราการ กับฉะเชิงเทรา ซึ่งนิคมอุตสาหกรรมติดกันเลยด้วยซ้ำ แต่ค่าจ้างไม่เท่ากันแบบนี้เหมาะสมหรือไม่ อันนี้จะเอาเหตุผลอะไรมาคิด คนทำงานเดินเข้าออก 2 จังหวัด แบบนี้ไม่ถูก ซึ่งผมมองไว้เลยว่า หากจะยืดเยื้ออีก ไม่มีข้อยุติที่เหมาะสมแน่นอน” นายชาลีกล่าว
เมื่อถามว่าเพราะเหตุใดจึงเลื่อนประชุมบอร์ด นายชาลีกล่าวว่า ตนมองว่า ที่ยืดเยื้อเพราะคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ไปยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีด้วยหรือไม่ ตรงนี้น่าคิดว่าอาจะเป็นการดึงเกมหรือไม่ ดังนั้น วันที่ 17 มกราคมนี้ ตนไม่มั่นใจเลยว่าจะเคาะออกมาได้จริงๆ
เมื่อถามว่าคิดว่าจะมีการคุยนอกรอบกับฝ่ายที่เกี่ยวข้องหรือไม่ นายชาลีกล่าวว่า หากไม่มีการพูดคุย ก็ไม่น่าจะได้ข้อยุติ ยกเว้นสุดท้ายต้องให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกมาตรา 44 ไปเลย อันนี้คือตนวิเคราะห์ส่วนตัว ซึ่งอาจไม่ใช่ก็ได้ แต่ถ้าสุดท้ายไม่ได้ข้อยุติ ประชาชนเสียโอกาสไปแล้ว เพราะแค่บอกว่าจะปรับค่าจ้าง ราคาสินค้าขึ้นไปแล้ว จริงๆ ต้องมีมาตรการควบคุมราคาสินค้าตามท้องตลาดด้วย ไม่ใช่ไปควบคุมแค่ในกระทรวงพาณิชย์ เพราะราคาสินค้าท้องตลาดไม่มีการควบคุมจริงๆ
น.ส.ธนพร วิจันทร์ รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) กล่าวว่า คสรท.ยังยืนยันในหลักการว่า ต้องปรับค่าจ้างขึ้นและต้องเท่ากันทุกจังหวัด ซึ่งตัวเลขนั้นทาง คสรท.เข้าใจถึงสภาพ ณ ปัจจุบัน เรื่องตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจึงควรมีการหารือร่วมกันทุกฝ่ายก่อนจะนำเข้าที่ประชุมบอร์ดค่าจ้าง ไม่ใช่ประชุมโดยมีแค่ไตรภาคีที่มี 3 ฝ่าย คือ นายจ้าง ลูกจ้าง ภาครัฐ เพราะจริงๆ ไม่เพียงพอ การปรับขึ้นค่าจ้างควรต้องพิจารณารอบด้าน อย่างสมมุติหากขึ้นค่าจ้าง 350-360 บาทต่อวัน จะส่งผลต่อนายจ้างทุนย่อย อย่างเอสเอ็มอี (SME) และภาคการเกษตรอย่างไร ซึ่งทาง คสรท. ไม่ได้คิดแค่ว่าลูกจ้าง ก็ต้องมองถึงนายจ้างกลุ่มทุนเล็กๆ ด้วย ซึ่งที่ผ่านมาบอร์ดค่าจ้างไม่มีการพิจารณาในส่วนนี้
“ในเมื่อมีการเลื่อนการพิจารณาออกไป ระหว่างนี้ก็ควรเรียกหารือทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง นอกเหนือจากไตรภาคี อย่างทางลูกจ้าง คสรท. และภาคส่วนอื่นๆ รวมทั้งนายจ้าง อย่างทุนเล็กๆ เอสเอ็มอี ภาคการเกษตร ก็ควรหารือก่อน จะได้เมื่อพิจารณาค่าจ้างจะไม่มีเสียงคัดค้านอีก” น.ส.ธนพรกล่าว และว่า อย่างไรก็ตาม ทาง คสรท.จะจับตาผลการประชุมบอร์ดค่าจ้างในวันที่ 17 มกราคมนี้ เพื่อหารือร่วมกันต่อว่าหากสุดท้ายไม่เป็นไปตามข้อเรียกร้องก็คงต้องมีการเคลื่อนไหนต่อไป


