อัยการยกกรณี’แพะสาว’เหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สอนมวย’พงส.’ สะท้อนถึงปฏิรูปงานสอบสวน

11.01.18 | 14:40 น.

จากกรณี น.ส.ณิชา เกียรติธนะไพบูลย์ อายุ 24 ปี พนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ถูกล้วงกระเป๋าบนรถประจำทาง และถูกคนร้ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์สวมรอยนำบัตรประชาชนไปเปิดบัญชีรวม 9 บัญชีในธนาคาร 7 แห่งเพื่อรับโอนเงินจากเหยื่อรวม 10 ล้านบาท ต่อมาถูกออกหมายจับฐานฉ้อโกงประชาชน กระทั่ง น.ส.ณิชา เดินทางเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ แต่กลับถูกส่งตัวไปดำเนินคดีที่ สภ.บ้านตาก จ.ตาก นั้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 มกราคม นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม รองอธิบดีสำนักงานชี้ขาดคดีอัยการสูงสุด กล่าวว่า น.ส.ณิชา ถือว่าทำครบเเล้ว ไม่ว่าเจ้าหน้าที่หรือนักกฎหมายเคยพูดไว้ว่าถ้าบัตรประชาชนหายให้เเจ้งความ เเต่ขอถามว่าเวลาไปเเจ้งความจริงมีการรับเเจ้งความหรือไม่ ตำรวจบอกให้ไปเเจ้งที่อำเภอสามารถออกบัตรใหม่ได้เลย ข้อเท็จจริงตรงนี้ต้องดูอีกว่าตอนเเจ้งความ น.ส.ณิชา เเจ้งความว่าอย่างไร เเจ้งว่าบัตรหายเฉยๆ หรือหายเพราะเกี่ยวพันกับคดีอาญา ถ้าเกี่ยวพันกับคดีอาญาเช่นถูกวิ่งราวทรัพย์ ลักทรัพย์ ตำรวจต้องรับเเจ้ง เเละสอบสวน เมื่อมีการสอบสวนเเล้วได้นำประเด็นนี้ไปโยงกับที่ น.ส.ณิชา ถูกกล่าวหาหรือไม่ เหตุการณ์นี้อย่าโทษใคร ให้มองที่งานสอบสวนว่าครบถ้วนรอบคอบหรือไม่ ถ้าครบถ้วนตั้งเเต่เริ่มต้นก่อนจะออกหมายจับจะเป็นอย่างไร คดีนี้จะได้ความเเต่เเรก

นายปรเมศวร์ กล่าวต่อว่า เรารู้เพียงเเต่ว่ามีการกระทำผิด เเต่ยังไม่ได้ตัวผู้กระทำว่าเป็นใคร เพียงเเต่รู้ว่าบัญชีดังกล่าวคือ น.ส.ณิชา เเต่ไม่รู้ว่าเป็นบัญชีของตัวจริงหรือไม่ ตรงนี้ยังไม่มีใครยืนยัน การสอบสวนในคดีนี้เริ่มต้นต้องไปสอบสวนว่าธนาคารเปิดบัญชีอย่างไร มีภาพถ่ายผู้เปิดหรือไม่ อยากให้พนักงานสอบสวนรอบคอบ ลองเช็กหมายเลขบัตรประชาชน จะสามารถเช็กประกันสังคมได้ว่า น.ส.ณิชา ทำงานที่ไหน ตำรวจสามารถตามไปดูได้ว่ามีพฤติกรรมการหลบหนีหรือไม่ มีความพยายามเพียงพอหรือยังที่จะนำตัวเข้าสู่กระบวนการสอบสวน อันนี้เป็นเพียงการส่งหมายเรียก 2 ครั้ง เมื่อไม่มีก็สันนิษฐาน แล้วไปขอออกหมายจับ ถือเป็นการทำลายเสรีภาพ น.ส.ณิชา ทางอ้อม เพราะไม่รอบคอบ

“ที่น้องณิชานำเอกสารต่างๆ ไปพบตำรวจ เป็นการเเสดงหลักฐาน ทั้งที่น้องไม่ควรต้องเเสดงด้วยซ้ำ เป็นเรื่องที่พนักงานสอบสวนจะต้องหาหลักฐานมาเเสดงยืนยันว่าน้องเป็นคนเปิดบัญชีเป็นตัวการ” นายปรเมศวร์กล่าว

นายปรเมศวร์ กล่าวด้วยว่า จากกรณีนี้มองถึงการปฏิรูประบบการสอบสวน ว่า การสอบสวนต้องมีความละเอียดรอบคอบ เป็นการเเก้ที่ต้นเหตุ ทุกวันนี้พนักงานสอบสวนพร้อมที่จะให้อัยการหรือหน่วยงานอื่นเข้าร่วมหรือไม่ ไม่ใช่อัยการจะไปร่วมสอบสวน เเต่ร่วมตรวจสอบในการถ่วงดุลก่อนออกหมายจับ หรือการจะฝากขังส่งให้อัยการดูก่อน สมัยก่อนกระทรวงมหาดไทยส่งให้อัยการดูก่อน เราจะต้องกลั่นกรองก่อนเพื่อเป็นหลักประกันเสรีภาพของประชาชน เเต่ไม่รู้ว่าพนักงานสอบสวนออกมาคัดค้านเพราะอะไร

Advertisement

นายปรเมศวร์ กล่าวอีกว่า การเเก้ปัญหาที่ต้นเหตุคือธนาคารควรดูหน้าตาลูกค้าว่าตรงกับหลักฐานหรือไม่ อย่าอยากได้ลูกค้าจนกลายเป็นความเสี่ยงกับการกระทำประมาทและเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของคน กรณีนี้สามารถฟ้องธนาคารฐานประมาทเลินเล่อได้ ตลอดจนพนักงานสอบสวนอาจถูกฟ้องได้เช่นกัน การขอออกหมายจับที่ใช้ดุลพินิจไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นความผิดเกี่ยวกับการละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ

“เดี๋ยวนี้การไปเปิดบัญชียื่นบัตรประชาชนก็เเทบไม่ต้องกรอกรายละเอียด พอเสียบบัตรก็มีการก๊อบปี้ข้อมูลออกมาให้เราเซ็นชื่ออย่างเดียว” รองอธิบดีสำนักงานชี้ขาดคดีอัยการสูงสุด กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณี น.ส.ณิชา ควรมีหน่วยงานใดมาเยียวยา นายปรเมศวร์ กล่าวว่า น.ส.ณิชา ถูกขังเป็นเวลา 3 วัน ได้รับการเยียวยาวันละไม่กี่ร้อยบาท ไม่คุ้มกับสิทธิร่างกายที่เสียไป

“เมื่อเช้าฟังตำรวจชั้นผู้ใหญ่บอกว่าปฏิบัติตามขั้นตอน อยากถามว่าขั้นตอนอะไรของคุณ ขั้นตอนที่คุณไม่ใช้ดุลพินิจหรือไง ส่งหมายเรียกผิดก็มี อย่างน้องณิชา ถ้าไม่เป็นข่าวก็ยาว เเบบนี้เขาถึงเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการสอบสวน จริงๆระบบมันดี เเต่เราทำไม่ครบ เอาเเต่สะดวก ลองคิดดูถ้าสอบสวนรอบคอบเเล้วพบว่าไม่ได้กระทำผิด คุณจะฝากขังน้องเขาต่อหรือไม่ คุณไม่ไปฝากขังครั้งที่ 2 ต่อศาลก็ต้องปล่อย เรื่องก็จบ น.ส.ณิชาไม่ต้องไปรายงานตัวทุก 6 วันที่ศาลจังหวัดตาก เรื่องนี้ใครเป็นคนก่อก็ควรที่จะต้องเเก้ พนักงานสอบสวนต้องเเก้” นายปรเมศวร์กล่าว