หมายเหตุ – สาระสำคัญจากการเสวนาวิชาการเนื่องในวันเด็กแห่งชาติ หัวข้อ “วันเด็ก…ขอนโยบายดีกว่าคำขวัญ” โดยคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์วิชาการเเละเครือข่ายวิชาการด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว ร่วมกับสำนักงานกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
คำแลง (บุคคลไร้สัญชาติ)
อายุ 20 ปี
ตัวแทนกลุ่มเพื่อนเตือนเพื่อน จ.แม่ฮ่องสอน
สําหรับการจัดงานวันเด็ก คิดว่าเพราะผู้ใหญ่รักเด็กก็เลยจัดขึ้น เเละเป็นวันหนึ่งที่ผู้ใหญ่ตระหนักได้ว่ามีเด็กอยู่ แต่ว่าวันอื่นๆ อาจจะมีปัจจัยอื่นที่ไม่ได้สนใจเด็กเหล่านั้นเเละอาจจะละเลย เเต่พอผ่านพ้นวันเด็กไปก็กลับมาใช้ชีวิตตามปกติ ละเลยเด็กเหมือนเดิม อาจจะพูดได้ว่าวันเด็กเป็นวันของผู้ใหญ่ใช้แสดงออกว่ารักเด็กเเละนึกถึงเด็ก
บรรยากาศวันเด็กโดยส่วนตัวรู้สึกเฉยๆ มาก เป็นเเค่วันหนึ่ง เพราะโรงเรียนอยู่บนดอย ไม่ค่อยมีอะไรในวันนี้ นานๆ ทีจะมีคนขึ้นมาจัดงานวันเด็กให้ นานๆ ทีก็มีโอกาสได้ลงไปร่วมงานในเมืองบ้าง และเนื่องจากพ่อเเม่เเยกทางกันตั้งเเต่เด็ก จึงไม่มีประสบการณ์ไปเที่ยวงานวันเด็กกับครอบครัว จึงรู้สึกว่าเป็นวันธรรมดาวันหนึ่ง ส่วนตัวรู้สึกไม่ชอบบรรยากาศงานวันเด็ก ไม่ชอบการที่เด็กจะต้องไปแย่งของขวัญ ไม่ชอบที่จะต้องขึ้นเวทีเล่นเกมเเล้วจะต้องมีการเเนะนำตัว ด้วยความที่เป็นเด็กไร้สัญชาติ ไม่มีนามสกุล พอไปในเมืองเขาจะให้เเนะนำตัวตามธรรมเนียม ก็จะรู้สึกอาย เเล้วกิจกรรมก็มีเต้น การเเสดง การตอบคำถาม แล้วรับรางวัล มองว่าเป็นกิจกรรมที่ไม่ได้ช่วยอะไรเราได้เลย ตอนเด็กจึงไม่ค่อยได้ร่วมงานวันเด็ก
ตอนนี้ทำงานในองค์กรเพื่อนเตือนเพื่อนที่แม่ฮ่องสอน เด็กส่วนใหญ่อพยพเข้ามาไม่ได้มีสัญชาติไทย บางคนเข้ามาเเบบผิดกฎหมาย แต่เข้ามาอยู่กันนานมากจนมีลูกหลาน อย่างเด็กพม่าถ้ามาเกิดในเมืองไทยก็จะไม่มีสัญชาติพม่าเเละไม่มีสัญชาติไทย ดังนั้น สวัสดิการต่างๆ ก็เข้าถึงได้ยาก รวมถึงเรื่องการศึกษาที่ไม่ค่อยมีความเท่าเทียม ยังมีความเหลื่อมล้ำของเด็ก ทางกลุ่มจะทำงานในการบอกข้อมูลให้คนในกลุ่มนี้ว่าตัวเองมีสิทธิอะไรบ้าง เเละทำอย่างไรจึงจะเข้าถึงสิทธิได้มากที่สุด เพราะอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน จะเข้าใจกันว่าความรู้สึกเป็นอย่างไร
สำหรับเด็กบนดอย กฎหมายไทยไม่ได้คุ้มครองเด็กจากการละเมิด การกลั่นแกล้ง การเลือกปฏิบัติ อย่างเวลาพูดถึงเด็กที่อยู่บนดอย มักจะนึกถึงเด็กที่พูดไม่ชัด เเล้วเอาไปล้อเลียน เเม้เเต่ในละครก็ตาม ทุกคนมองเป็นเรื่องตลกแต่ทำให้เด็กกลุ่มนั้นไม่กล้าพูด ไม่กล้าเข้าสังคมกับคนในเมือง เป็นการถูกทำร้ายทางด้านจิตใจ
อนาวิล งามสง่า
อายุ 17 ปี
ประธานนักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ
บรรยากาศวันเด็กในโรงเรียนที่จัดทุกปี จัดรวมกันวันเด็ก วันครู วันปีใหม่เเละวันครบรอบโรงเรียนด้วย วันนั้นตอนเช้าจะมีตักบาตร เเละเรียน 2-3 คาบเเล้วรับประทานอาหารฟรี ก่อนจับสลากรางวัล ซึ่งงานเเบบนี้นานๆ ทางโรงเรียนจะจัดสักครั้ง เป็นการให้ของขวัญวันเด็กประจำปี เพราะส่วนใหญ่โรงเรียนจะเน้นเรื่องวิชาการมากกว่า ส่วนตัวเเล้วการจัดงานวันเด็กสำหรับเราเป็นวันที่มีความสุข เเล้วก็จะเเจกฟรี อยากให้มีทุกวัน
แต่ความต้องการของเด็กจริงๆ อย่างในห้องเรียนเด็กบางคนก็ไม่ต้องการจะเรียนในสิ่งที่ส่งมาให้ เเต่ต้องการสิ่งที่เป็นตัวของเขามากกว่า เช่น อนุบาลจะให้มาเรียนบวกเลขก็คงไม่ใช่ แต่ควรจะเป็นการเสริมสร้างร่างกาย ความเเข็งเเรง เสริมสร้างพัฒนาการอีคิว (Emotional Quotient : ความฉลาดทางอารมณ์) มากกว่าจะเป็นเรื่องวิชาการ พอประถมก็ควรจะเป็นเรื่องการเข้าสังคม เเละปูพื้นทางวิชาการเพื่อเข้าสู่มัธยม แต่ไม่ใช่ให้เด็กมาเเข่งขันกันตั้งเเต่ประถมเพื่อที่จะเข้าโรงเรียนมัธยม ทำให้เด็กที่ควรจะได้เล่นได้เรียนรู้ด้วยตัวเองต้องไปเรียนเพื่อสอบเข้า ทำให้พื้นฐานของประเทศคือทุกคนต้องเรียนเพื่อเเข่งขันกัน ทำให้การเรียนในห้องบางทีไม่พอ เด็กก็ต้องเรียนพิเศษ แล้วการเลือกเรียนก็เรียนตามค่านิยมมากกว่าเรียนในสิ่งที่ชอบเเละเเตกต่างจากคนอื่น กระทั่งเลือกมหาวิทยาลัยเด็กหลายคนไม่ได้ตัดสินใจเอง
อย่างพ่อเเม่หลายคนส่งเด็กไปเรียนร้องเพลง ซึ่งควรจะส่งเพราะเด็กมีพรสวรรค์หรือเด็กชอบ เเต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือพ่อเเม่หลายคนส่งไปเรียน เพราะเห็นลูกของเพื่อนเรียน เห็นคนอื่นเรียนในเฟซบุ๊ก หรือเรียนตามกระเเส สิ่งที่เกิดคือ พ่อเเม่ไม่ถามว่าเด็กชอบอะไร
จากทั้งหมดที่พูดมา เมื่อมามองคำขวัญวันเด็กปีนี้กับระบบวัฒนธรรมการศึกษา มองว่าไม่สอดคล้องกันเลยเพราะเด็กไม่มีโอกาสได้คิด ได้เลือก รวมถึงเรื่องคำขวัญวันเด็กปีก่อนๆ เป็นเรื่องเกี่ยวกับอนาคต เเต่คำถามคือเรายังพัฒนาปัจจุบันไม่ได้เลย เเล้วจะพัฒนาอนาคตได้อย่างไร
ส่วนการจัดงานวันเด็ก มองว่าเป็นเหมือนการสร้างเเรงบันดาลใจให้เด็กด้วยการเปิดรถถัง มีเครื่องบิน เด็กอยากเป็นทหารก็ไปดูเครื่องบิน เด็กอยากเป็นนายกรัฐมนตรีก็ไปนั่งเก้าอี้นายกฯ เป็นการสร้างเหตุการณ์จำลองให้เด็กในวันนั้นว่าเด็กต้องเป็นแบบนี้ ปลูกความฝันให้เด็ก แต่เป็นการสร้างแรงบันดาลใจเพียงแค่วันเดียว เป็นไปไม่ได้อยู่เเล้ว
ดังนั้น การจัดงานจึงเป็นเหมือนเป็นธรรมเนียมทุกปีที่เป็นสิ่งที่จะต้องทำทุกปีมากกว่าสิ่งที่เราจะทำให้เด็กจริงๆ
เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์
อายุ 23 ปี
ตัวแทนเยาวชนจากกลุ่ม Newground
สําหรับผมอยากกลับไปมองอีกวันคือวันแม่ เพราะวันที่รัฐให้มาน้อยมากที่จะมีท่าทีของการเรียกร้องขึ้นไป เช่น ไม่มีการเรียกร้องให้มีการลาคลอดเพิ่มเติมเลย ไม่เคยมีการเรียกร้องให้เพศอื่นเป็นเเม่ได้ เรียกร้องเเค่วันแม่ต้องกราบเเม่
วันเด็กก็เช่นกัน เมื่อเป็นวิธีคิดเเบบเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ลักษณะก็เป็นเเบบผู้ใหญ่บอกให้เด็กทำ กล่อมเกลาให้เด็กสนุกตามกิจกรรมที่จัดไว้ให้เด็กมากกว่าการเรียกร้อง ทั้งเรียกร้องให้ลดอายุผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เรียกร้องสวัสดิการเด็กที่ควรจะมีทุกวันเเละอื่นๆ ทำให้เวลามีนโยบายเกี่ยวกับเด็กออกมาก็เลยมีนโยบายลักษณะผู้ใหญ่สั่งให้เด็กทำ ไม่ได้มีลักษณะที่เด็กรู้สึกว่าเป็นปัญหาของตัวเอง
สิ่งที่น่าสนใจกับระบบการศึกษาที่เกิดขึ้น คือตัวเเทนเยาวชนที่ได้รับอนุญาตให้มีขึ้น มักจะมีท่าทีในการเเก้ปัญหาบนความต้องการของผู้ใหญ่มากกว่าเรียกร้อง เช่น เรียกร้องเด็กเรื่องการรังเเกเด็กด้วยกันเอง เเต่ไม่เคยมีการเรียกร้องเรื่องการรังเเกเด็กในครู เป็นต้น
สำหรับวันเด็ก ส่วนตัวไม่ค่อยไปร่วมงานวันเด็กสักเท่าไหร่ แต่ก็แน่นอนว่ามันหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะอย่างน้อยโรงเรียนจัดงานในวันที่ต้องไปเรียน ส่วนท่าทีของรัฐในการจัดงานวันเด็ก พยายามทำให้เยาวชนไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่เป็นเด็กเสมอ การจัดงานไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่คุณก็จะต้องออกไปเต้น
จากการทำงานเรื่องเกี่ยวกับเด็กมา ได้มีการสำรวจการให้คะเเนนผู้ใหญ่เเละให้คะเเนนประเทศ โดยจากผลสำรวจที่ทำมา พบว่าในปีที่ผ่านมาเด็กประมาณ 7,000 คน ให้คะแนนผู้ใหญ่ต่ำสุดเรื่องผู้ใหญ่ขอโทษและแสดงความรู้สึกผิดต่อเรามากน้อยเเค่ไหน คือ ร้อยละ 24 ถัดมาเชื่อมั่นว่าผู้ใหญ่ในสังคมไทยจะทำให้ชีวิตเราดีขึ้นหรือเปล่า ได้คะแนนร้อยละ 31.13 ถัดมาผู้ใหญ่รับฟังเวลาเรามีปัญหาหรือเปล่า ได้คะเเนนร้อยละ 37.74 เป็นต้น
การจัดงานวันเด็กมี 3 ข้อเสนอ 1.ให้คนที่ทำงานด้านเด็ก หรือผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องกับเด็กเยาวชน สนับสนุนให้เด็กแก้ปัญหาของเขาเอง บางเรื่องเราอาจจะไม่ถูกใจแต่อาจจะถูกต้อง เช่น ปัญหาเรื่องทรงผม เป็นต้น 2.ควรจะมีงานวิจัย หรือศูนย์วิจัยที่พยายามมองหาคุณค่าทางวัฒนธรรมของเด็ก 3.พยายามสนับสนุนให้เกิดระบบให้เด็กโตได้ เช่น การลดอายุผู้มีสิทธิเลือกตั้ง อย่างเด็กอายุ 17 ปี ควรจะมีสิทธิเลือกตั้ง เพราะเด็กอายุ 17 ปี สามารถสมรสได้ ตามกฎหมายเเรงงานอนุญาตให้ทำงานได้ แปลว่าจะต้องเสียภาษี แล้วเวลาถูกดำเนินคดีก็เทียบเท่ากับผู้ใหญ่ ก็ถือว่าเป็นผู้ใหญ่เเล้ว ดังนั้นควรจะมีสิทธิเลือกตั้งด้วยเช่นกัน




