DSI แจงถูกอ้างชื่อเรียกรับผลประโยชน์ กลุ่มธุรกิจผิดกม.นำเข้ารถหรู

14.01.18 | 17:12 น.
พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ

เมื่อวันที่ 14  มกราคม   นายธวัชชัย ไทยเขียว  รองปลัดกระทรวงยุติธรรมและโฆษกกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า จากกรณีปรากฎข่าวในสื่อออนไลน์ มีสาระสำคัญว่าการสำแดงภาษี อันเป็นเท็จ กรณีการแจ้งภาษีรถยนต์หรูที่นำเข้าจากต่างประเทศที่ต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งขณะนี้มีข้อมูลการ สอบสวนอยู่ในชั้นของกรมศุลกากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ และ ป.ป.ช. พบว่า รถยนต์ที่นำเข้ามาในเมืองไทย ร่วมหมื่นคัน ในห้วงปี 2555-2560 นั้นสำแดงต่ำกว่าความเป็นจริงเกือบ 95 % โดยข้อมูลล่าสุดของกรมสอบสวนคดีพิเศษที่เสนอเรื่องไปยังกรมศุลกากรนั้นพบว่า เฉพาะการนำเข้ารถยนต์หรูจาก 3 ประเทศ ชั้นนำที่ผู้ประกอบการรถยนต์หรูที่ส่วนใหญ่เป็นทายาทเศรษฐีเปิดโชว์รูมขายรถกันอยู่ในปัจจุบันนั้น มีปัญหาหมด นี่จึงเป็นปัญหาว่ารถยนต์ซูเปอร์คาร์ที่ขายกันในเมืองไทย และที่นำเข้ามาตามท่าเรือ หรือตามเขตปลอดอากร ขายออกไม่ออก ออกของไม่ได้ และเผชิญปัญหาถูกมือดีที่อาศัยใบประกอบอาชีพ “ตำรวจ- ดีเอสไอ” ที่เป็นผู้รักษากฎหมายเรียกหาประโยชน์ใต้โต๊ะกันสนั่นทุ่งในช่วงตั้งแต่ต้นปี 2560 เป็นต้นมาจนถึง ปัจจุบัน

นายธวัชชัย กล่าวว่า พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้รายงานชี้แจงมายังกระทรวงยุติธรรม โดยระบุว่า  กรณีการดำเนินคดีการสำแดงภาษีอันเป็นเท็จ การแจ้งภาษีรถยนต์ที่มีมูลค่าสูง (รถหรู) ที่น่าเข้าจากต่างประเทศที่ต่ำกว่าความเป็นจริง นั้น ดีเอสไอ มีการ ดำเนินคดีโดยมีผู้ร่วมดำเนินการหลายฝ่าย การสอบสวนมีความโปร่งใสทุกขั้นตอน และมีการดำเนินคดีอย่างต่อเนื่อง ส่วนที่กล่าวถึงปัญหาเกี่ยวกับการทุจริตคอรัปชั่นเรียกรับผลประโยชน์นั้น นอกจากเป็นการผิดกฎหมายแล้ว ยังเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รวมทั้งของดีเอสไอเองที่จะปราบปรามอย่างเด็ดขาด

ดังนั้น หากผู้ใดมีเบาะแสตามข่าวข้างต้น สามารถแจ้งมายังอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษทางเว็บไซต์กรมสอบสวนคดีพิเศษ www.dsi.go.th ซึ่งมีช่องทางแจ้ง เบาะแส หรือร้องเรียนเรื่องต่าง ๆ หรือจะแจ้งข้อมูลไปยังศูนย์บริการร่วมกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเป็นหน่วยงานรับเรื่องร้องทุกข์จากประชาชนของกระทรวงยุติธรรม ซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้น 2 อาคารศูนย์ราชการราชบุรีดิเรกฤทธิ์ (อาคารเอ) ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร ก็ได้ เพื่อจะได้ร่วมกันทำความจริงให้ปรากฏและจะได้ดำเนินคดีอาญากับผู้ที่มีพฤติการณ์ดังกล่าวโดยเฉียบขาดต่อไป

//