กทม.เข้า “ป้อมมหากาฬ” เตรียมรื้อบ้านเลขที่ 111 ชาวบ้านยื้อสุดแรง เผยอยู่ในโพยบ้านอนุรักษ์

15.01.18 | 14:38 น.

เมื่อวันที่ 15 มกราคม เวลาประมาณ 10.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานจากชุมชนป้อมมหากาฬ เขตพระนคร กทม. ซึ่งกำลังมีการรื้อบ้านเลขที่ 63 ริมคลองโดยความสมัครใจของเจ้าของบ้าน ในเบื้องต้นเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดกระแสข่าวว่ากทม. เตรียมเข้ารื้อบ้านเลขที่ 111 ซึ่งอยู่ในรายชื่อบ้านอนุรักษ์ตามข้อตกลงในการประชุมคณะกรรมการหลายฝ่าย โดยมีการหารือกันนานถึง 3 เดือนเมื่อปี 2560 ประกอบด้วยฝ่ายกทม. ชาวบ้าน นักวิชาการ ทหาร และสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ก่อให้เกิดการต่อต้านจากชาวบ้านในชุมชน มีการจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก และเตรียมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนโดยมีการแจ้งไปยังนางเตือนใจ ดีเทศน์ คณะกรรมการสิทธิมนุษชนแห่งชาติ และนักวิชาการอีกหลายราย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างนั้น ได้มีชายฉกรรจ์ 2 รายเดินเข้ามาพูดคุยกับกลุ่มสื่อมวลชนซึ่งกำลังบันทึกภาพบรรยากาศบ้านเลขที่ 111 และสัมภาษณ์ชาวบ้าน โดยระบุว่าให้ยุติการกระทำดังกล่าว เนื่องจากเป็น “พื้นที่ควบคุม” จากนั้นนักวิชาการรายหนึ่งจึงสอบถามถึงรายละเอียดว่าเป็นการดำเนินการตามกฎหมายมาตราใด ชายทั้ง 2 กล่าวเพียงสั้นๆว่าตนทำตามคำสั่งเท่านั้น และไม่ได้เปิดเผยว่าเป็นบุคคลสังกัดหน่วยงานใด

ต่อมา ได้มีการเชิญคณะสื่อมวลชนไปพบเจ้าหน้าที่ กอ.รมน.บริเวณลานกลางชุมชน หน้าบ้านเลขที่ 99 โดยเจ้าหน้าที่รายดังกล่าวได้พูดคุยกับผู้สื่อข่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ว่า หากต้องการสัมภาษณ์ชาวบ้าน ขอให้พูดคุยกับชาวบ้าน 3 รายซึ่งนั่งรออยู่โดยเป็นกลุ่มที่สมัครใจย้ายออก นอกจากนี้ยังกำชับให้ผู้สื่อข่าวนำเสนอข่าวอย่างเป็นธรรมทุกฝ่าย โดยขอให้สัมภาษณ์เจ้าหน้าที่กทม. ด้วย อีกทั้งกล่าวว่าขอให้เก็บภาพชาวบ้าน ไม่ต้องถ่ายภาพทหาร เนื่องจากตนเข้ามาทำงานในพื้นที่ชุมชนในประเด็นสิ่งผิดกฎหมาย เช่น เรื่องพลุ โดยมาตั้งเต็นท์นอนในชุมชนนาน 2 เดือนแล้ว

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงความหมายของพื้นที่ควบคุมตามที่ชายฉกรรจ์ 2 รายแจ้งต่อสื่อมวลชน เจ้าหน้าที่ กอ.รมน. ตอบว่า พื้นที่บริเวณนี้เป็นของ กทม. และหากอยากทราบเรื่องราวและข้อมูลที่แท้จริงขอให้คุยกับชาวบ้านกลุ่มนี้ โดยย้ำว่าประเด็นนี้เป็นเรื่องของกทม.ไม่เกี่ยวกับกอ.รมน. หน้าที่ของตนคือ “ไม่ให้เขาทะเลาะกัน”

จากนั้นผู้สื่อข่าวทั้งหมดจึงสัมภาษณ์ชาวบ้านกลุ่มที่เจ้าหน้าที่แจ้งให้พูดคุย โดยนางศรีสวาสดิ์ เล็กวิไล อายุ 73 ปี กล่าวว่า ตนอยู่ในชุมชนมานานกว่า 50 ปี มีความรักและผูกพันอย่างมาก แต่สมัครใจย้ายออกไปอยู่ในย่านเพชรเกษม เนื่องจากที่ผ่านมามีความอึดอัดใจ เพราะถูกกดดันจากนายธวัชชัย วรมหาคุณ ประธานชุมชน และพวกตลอดมา

Advertisement

นายธวัชชัย วนาภานุเมศ หรือ ลุงตี๋ กล่าวว่า ตนได้รับผบกระทบเช่นกัน โดยที่ผ่านมาเคยออมเงินร่วมกับชุมชนแต่ในภายหลังต้องการถอนเงินออกมา เมื่อแจ้งไปกลับถูกประธานชุมชนด่าว่าอย่างรุนแรง จนบัดนี้ก็ยังไม่ได้รับเงินของตนเองคืน ส่วนตัวไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้อีกแล้ว จึงตัดสินใจย้ายออก

ต่อมา เวลาประมาณ 11.00 น. ผู้สื่อข่าวได้สอบถามนายไทวุฒิ ขันแก้ว รองผอ.สำนักการโยธา กทม. ถึงกระแสข่าวการรื้อถอนบ้านเลขที่ 111

นายไทวุฒิ ยอมรับว่าบ้านหลังดังกล่าวอยู่ในแผนการรื้อจริง โดยไม่อยู่ในรายชื่อบ้าน 7 หลัง (9 บ้านเลขที่) ซึ่งกทม. จะอนุรักษ์ไว้ นอกจากนี้ตัวบ้านก็ไม่ได้มีคนอยู่อาศัยแล้ว ส่วนที่ชาวบ้านและนักวิชาการตั้งคำถามว่า การประชุมของคณะกรรมการหลายฝ่ายนาน 3 เดือน เหตุใดจึงไม่ถูกนำผลการประชุมมาใช้ นายไทวุฒิกล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องของมุมมอง ชุมชนมีความเชื่อแบบหนึ่ง ตนทำตามกฎหมาย เพราะพื้นที่นี้เป็นกรรมสิทธิ์ของกทม. ส่วนตัวไม่อยากกดดัน แต่ทำตามหน้าที่ ยืนยันว่าคำนึงถึงประวัติศาสตร์ ไม่ได้ทอดทิ้ง แต่สภาพบ้านไม่เอื้อต่อการอยู่อาศัย อย่างไรก็ตามเมื่อรื้อแล้วไม่ได้นำไปทิ้ง แต่จะเก็บรักษาไว้

นายไทวุฒิกล่าวอีกว่า ยังเตรียมรื้อบ้านอีก 2 หลัง คือ บ้านเลขที่ 127/1 และ 113 ซึ่งเจ้าของบ้านสมัครใจย้ายออกทั้งหมด โดยจะมีการข่วยเหลือในการรื้อย้าย รวมถึงดูแลเรื่องที่อยู่อาศัยหลังย้ายออก โดยจัดห้องไว้ให้ในย่านแม้นศรี ยืนยันว่ากทม.พยายามช่วยเหลือชาวบ้านทุกอย่าง

ด้านนายธวัชชัย วรมหาคุณ ประธานชุมชนป้อมมหากาฬ กล่าวว่า ตนรู้สึกตกใจมากที่กทม.จะเข้ารื้อบ้านเลขที่ 111 โดยไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้า ที่ผ่านมากทม.ไม่มีการเข้าพูดคุยกับชาวบ้าน แต่กลับเป็นทหารเข้าเจรจา ทำให้ชาวบ้านบางส่วนอึดอัด รู้สึกไม่ปลอดภัย

“เชื่อว่าบ้านเลขที่ 111 จะเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการทำลายบ้านเรือนในชุมชนหลังอื่นๆต่อไป ให้เหลือน้อยที่สุดตามที่กทม.พิจารณาฝ่ายเดียว” นายธวัชชัยกล่าว