นักวิชาการผังเมืองชี้ ป้อมมหากาฬ “เหยื่อรัฐราชการ” ถามกทม.มีหัวใจให้คนจนหรือไม่

15.01.18 | 22:46 น.
นางภารนี สวัสดิรักษ์ นักวิชาการอิสระด้านผังเมือง

เมื่อวันที่ 15 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางภารนี สวัสดิรักษ์ นักวิชาการอิสระด้านผังเมือง แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว กรณี รื้อบ้่านในชุมชนป้อมมหากาฬครั้งล่าสุดในวันนี้รวมถึงแผนการรื้อบ้านอีกหลายหลังทั้งที่อยู่ในรายชื่อบ้านอนุรักษ์ตามผลการประชุมคณะกรรมการหลายฝ่ายในปี 2560 โดยตั้งคำถามว่าผู้บริหารกทม.มีหัวใจให้คนจนหรือไม่ นอกจากนี้ยังมองว่าชุมชนป้อมมหากาฬเป็นเหยื่ิอของรัฐราชการ

ข้อความส่วนหนึ่งมีดังนี้

“ผู้บริหารเมืองใหญ่นี้ มีหัวใจให้คนจน ในชุมชนไหม

เป็นคำตอบที่หน่วยงาน นักการเมือง ผู้รับใช้นักการเมือง อาจเขียนให้ดูดีอย่างไรก็ได้
แต่การกระทำ บอกอะไรได้มากมาย ว่าเป็นเช่นไร

กรณีชุมชนป้อมมหากาฬ และอีกหลายชุมชน ที่กำลังจะถูกไล่รื้อ ตามนโยบายคนจนต้องหมดไป
แต่ฝ่ายราชการ หน่วยงานรัฐ ไม่มีการศึกษาปัญหาที่ผ่านมา และการแก้ไข ที่มองคนจน ว่าก็คือ คน เหมือนกัน

Advertisement

ดูเป็นเรื่องคอขาดบาดตายสำหรับคนมีตำแหน่งใหญ่โตในราชการ และบริวารทั้งหลาย ว่าถ้ามีชุมชนที่คนจนอยู่ ไม่ว่าชุมชนนั้นจะเป็นชุมชนแออัด หรืออยู่ในอาคารเช่า หรือแม้แต่เป็นบ้านของตน ถ้าไม่เอาออกไปแล้ว บ้านเมืองจะเดือดร้อนแสนสาหัส ต้องรื้อบ้าน ไล่คนจนไป เอาสนามเขียวๆที่ไม่มีใครใช้ประโยชน์มา ตัดหลักฐานต้นไม้ใหญ่ออกไป

และอีกหลายพื้นที่ ที่หน่วยงานจ้างนักวิชาการวิชามารให้ออกแนวทางพัฒนา ทำแผน ทำผัง ออกกฎหมายให้คนจนออกไป เพราะราชการรู้ว่าง่ายกับการใช้กฎหมายจัดการกับคนจนที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน

ฝ่าฝืน ประท้วง ก็จับ
ให้คนจนอ่อนแรงไป เพราะรู้ว่าเค้าต้องทำมาหากิน จะเอาแรงที่ไหนมาสู้กับรัฐราชการและทุน

แน่นอนว่า ชีวิตคน ชีวิตครอบครัว ในวิถีคนจนแต่ละคนที่ต้องยังชีพต่อไป ทำให้พวกเค้าต้องล้า ต้องเหนื่อย และไม่มีแรงพลังที่จะสู้เพื่อสิทธิในการดำรงชีวิต ต้องหลุดไปจากพลังที่ยังต้องสู้ต่อ

ดิฉันเข้าใจ เห็นใจพี่น้องทั้งที่ยังสู้และเจ็บตัว และที่ต้องยอมเจ็บปวดที่จะถอยออกไป
ข้าวต้องมีกิน ลูกต้องเรียน ป่วยไข้ต้องรักษา ก็หนักหนาสาหัสแล้ว

คนในชุมชนป้อมมหากาฬ ก็เป็น”เหยื่อ”ของรัฐราชการ ที่ใช้อำนาจ
หลายคนมองว่า พวกนี้รับเงินแล้วไม่ยอมไป
หลายคนมองว่า พวกนี้ย้ายมาอยู่ทีหลัง
หลายคนมองว่า ศาลพิพากษาแล้ว
หลายคนมองว่า พื้นที่นี้ไม่ใช่ชุมชน ไม่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์อะไรเลย บ้านก็เก่าทรุดโทรมไม่เหลืออะไร บ้านสวยกว่านี้มีถมไป
และหลายคน โดยเฉพาะ กทม. ปฏิเสธคุณค่าความเป็นคน ของคนที่นี่ ที่ไม่มีสิทธิแม้แต่จะแจ้งเกิดในชุมชนที่เขาอยู่และเกิดมา

แต่หลายคนตั้งคำถาม
ทำไม จึงรับเงินแล้วไม่ไป ทำไมไปไม่ได้ เกิดอะไรระหว่างทาง
ทำไม ใครย้ายมา ย้ายไป ไปไหน มาจากไหน ทำอะไร
ทำไม จึงไม่ใช่ชุมชน อะไร คือสิ่งที่รัฐ เรียกว่า ชุมชน
ทำไม จึงไม่มีคุณค่า แล้วที่มีคุณค่านั้น ดูจากอะไร
ทำไม ชุมชนเก่ากับการพัฒนาใหม่ จึงไปกันไม่ได้ ในชุมชนคนจน
ทำไม คนจน จึงไม่ใช่ คน ในการคิดและดำเนินการทำหน้าที่ของรัฐ
และที่ผ่านมา ชุมชนนี้ ทำอะไร ผูกพันกับผู้คน สังคมอย่างไร
คิดถึงอนาคตไว้อย่างไร อนาคตของใคร
แล้วคำพิพากษา ที่ตัดสินนั้นเป็นเรื่องใด ประเด็นใด หรือ ตัดสินอนาคตคน ชีวิตคนไปด้วย
หรือตัดสินเพียงเฉพาะประเด็น แต่ราชการมาใช้อำนาจเหมารวม

ทำให้มีการทำงานร่วมกันในกรณีนี้มายาวนาน ค้นหาข้อมูล ปัญหา เหตุ และทางออก
ชาวบ้าน ไม่ได้เรียกร้องกรรมสิทธิ์
แต่ถามถึง สิทธิความเป็นคน สิทธิชุมชน สิทธิการมีส่วนร่วม อย่างไร ที่มีการถามไปยังรัฐ

ปีที่แล้ว มีความพยายามเสนอกระบวนการหาทางออกร่วมกัน มีคณะทำงานทั้งจาก กทม. กองทัพ นักวิชาการจากทั้ง กทม และชุมชน ผู้แทนชุมชน และองค์กรวิชาชีพ
หลายคน ก็ไม่อยากเปลืองตัวมาสู้ เสียโอกาสรับจ้างรับงาน กทม.
หลายคน ก็ดูถูกดูแคลน คนที่มาช่วยกันว่า เป็นไอ้พวกไม่รู้จริง ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ

กระบวนการพิจารณาของคณะทำงานฯ ยังไม่จบ แม้จะมีข้อสรุปเบื้องต้นบางส่วน แต่ไม่ใช่สุดท้าย
ยังต้องนำมาถกเถียง พิจารณากับกระบวนการมีส่วนร่วมบริหารจัดการ และข้อกฎหมายที่ยังไม่เคยถูกพิจารณา และเป็นเรื่องที่ตกลงกันไว้ว่าต้องนำมาพิจารณา
และพิจารณาร่วมกับทิศทางการพัฒนาของรัฐ การพัฒนาที่ยั่งยืนด้วย

หรือว่าประชารัฐ ไม่มีประชาชนคนจน ?

ความพยายามแก้ปัญหา หาทางออกที่ผ่านมา ยังมีอีกหลายเรื่องที่ยังไม่ได้นำมาพิจารณา
การทำงานร่วมกันก็เปิดเผย ใช้สถานที่ชุมชน และ กทม. ในการประชุม
แม้ว่าผลที่ออกมาช่วงหนึ่ง จะสร้างความขัดแย้ง แต่นั่นเป็นเพียงเรื่องเดียว ยังไม่ใช่ผลสรุปสุดท้ายร่วมกัน และทุกฝ่าย(มีแต่ กทม. ที่ไม่รับรู้) ก็เข้าใจว่า ต้องมีกระบวนการมีส่วนร่วมพิจารณาในด้านอื่น ก่อนการดำเนินการอะไรในชุมชน
…..
กทม ปฏิเสธ “รากและหลักฐานของคุณค่า ” และพยายามรื้อทำลายออกไป ทั้งคน บ้าน และชุมชน

ความพยายามที่จะลบ ทำลาย สายใยของคนในชุมชนนี้ มีมาตลอด ทั้งการใช้เงิน ใช้อำนาจ ให้เกิดความเข้าใจผิดกัน แตกแยก ทำลายพลังชุมชนทีละนิดๆ
ต่อด้วยการทำลายสภาพหลักฐานที่เป็นคุณค่า ทั้งต้นไม้ อาคาร และ”คน” ที่เป็นหลักฐานทางวิถีชีวิตวัฒนธรรม

และก็ด้วยการใช้อำนาจแบบเดิม ข้อมูลชุดเดิม ที่ไม่เคยดูว่ามีปัญหา สาเหตุอะไร
มีการเปลี่ยนผู้แทนฝ่ายกองทัพ ที่เข้าใจปัญหาของชุมชนออกไป

และก็ทำอะไรที่ไม่เคยเห็นความเป็นคน ของคนจน

ดิฉันไม่คาดหวังอะไร มีแต่ความห่วงใยอนาคตของคนจน อนาคตชุมชน ในเมืองใหญ่นี้
เหตุเกิดที่ กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทย ช่างง่ายดายนัก กับนักใช้อำนาจ

จากมหากาฬ จะตามมาด้วยอะไรอีก เจ้าพระยา กระมัง

อนิจจา อนิจจัง”