เลขาฯปชป.รับลูกตัวแทนเครือข่ายกู้ชีพ-กู้ภัยมูลนิธิ องค์กรการกุศล 4 ภูมิภาค ค้านประกาศสพฉ.

16.01.18 | 18:13 น.

เมื่อวันที่ 16 มกราคม นายจุติ ไกรฤกษ์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับเรื่องร้องทุกข์จากตัวแทนเครือข่ายกู้ชีพ-กู้ภัย มูลนิธิ องค์กรการกุศล 4 ภูมิภาค ให้ช่วยคัดค้านประกาศสถาบันการเแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) เรื่องหน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินทางการแพทย์ พ.ศ.2560

โดยนายพิสิษฐ์ พงษ์ศิริศุภกุล เลขาธิการมูลนิธิพุทธธรรมฮุก 31 นครราชสีมา พร้อมตัวแทนเครือข่าย กล่าวว่า ประกาศฉบับดังกล่าว ส่งผลต่อเจ้าหน้าที่ และอาสาสมัคร ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานระดับพื้นฐาน ที่ได้ผ่านการอบรม และฝึกทักษะจนเชี่ยวชาญ ไม่สามารถลำเลียงผู้ป่วยได้ ขณะที่ประกาศฉบับดังกล่าว ซึ่งได้ระบุเพิ่มเติม ว่าบุคลากรระดับหลักสูตรอาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์ หรือ (Emergency Medical Responder (EMR))หรือ อีเอ็มอาร์ขึ้นไป ที่จะสามารถช่วยเหลือ และเคลื่อนย้ายผู้ป่วยได้เท่านั้น ซึ่งทางปฏิบัติแล้วไม่มีพื้นที่ไหนจะปฏิบัติได้ เนื่องจากบุคลากรในระดับอีเอ็มอาร์ในส่วนกลาง ยังมีน้อย ส่วนระดับภูมิภาคแทบจะไม่มีในบางพื้นที่รับผิดชอบ เพราะเฉลี่ยหนึ่งปี จะมีบุคลากรในระดับกล่าว สำเร็จออกมาไม่ถึง 200 คน

จากข้อมูลบุคลากรในระบบการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศไทยปัจจุบันมี 3 ระดับ คือ ระดับพื้นฐาน First Responder (FR เอฟอาร์) ต่อมาคือระดับกลาง Basic Life Support (BLS บีอาร์เอส) และระดับสูง Advance life support (ALS เอแอลเอส) หรือรถฉุกเฉินของโรงพยาบาลต่างๆ ขณะที่บุคลากรส่วนใหญ่ในมูลนิธิ สมาคม รวมทั้งกู้ชีพ-กู้ภัยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อยู่ในระดับพื้นฐาน หรือเอฟอาร์ ซึ่งผ่านการอบรม และทดสอบตามหลักเกณฑ์มาตรฐาน ถึงจะขึ้นทะเบียนเป็น FR ได้

และข้อมูลย้อนหลังประมาณ 2 ปีก่อน สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ได้ประกาศกำหนดในเรื่องการลำเลียงหรือรับส่งผู้ป่วยต้องเป็นระดับ Emergency Medical Responder (EMR) ซึ่งก็คือ FR ที่ผ่านการอบรมเพิ่มเติมอีก 16 ชั่วโมง แต่ในทางปฏิบัติปรากฏว่า สพฉ.ไม่สามารถดำเนินการปรับระดับขีดความสามารถของ FR ได้อย่างทั่วถึง ซึ่งประกาศฉบับล่าสุดนี้ที่ระบุว่าการลำเลียงหรือรับส่งผู้ป่วยต้องเป็นบุคลากรระดับ EMR ขึ้นไป จะส่งผลโดยตรงต่อการปฏิบัติและเกิดความเสี่ยงแก่ผู้ป่วยที่รอการช่วยเหลืออย่างแน่นอน

นายจุติ ไกรฤกษ์ กล่าวว่า ต้องช่วยส่งให้รัฐบาลเข้าใจมิติคนจนในชนบทนี้อย่างถ่องแท้ การที่กระทรวงสาธารณสุขออกมาตั้งมาตรฐานเรื่องหน่วยกู้ภัยนั้น มีช่องโหว่ที่ควรปรับปรุงในเรื่องของการขาดบุคลากรที่มีการฝึกอย่างได้มาตรฐานเพื่อช่วยประชาชนให้ทันการณ์ เพราะหน่วยพยาบาลที่มีแพทย์และพยาบาลเคลื่อนที่ประจำรถพยาบาลสามารถรองรับการบริการผู้ป่วยได้เพียงแค่ 25% ของอุบัติเหตุทั้งหมด ในขณะที่ต้องพึ่งหน่วยกู้ภัยในท้องถิ่นและท้องที่รองรับสถานการณ์ฉุกเฉินอีก 75% ทั้งนี้กระทรวงสาธารณสุข ต้องการหน่วยกู้ภัยที่มีมาตรฐานให้สูงขึ้นแต่ใน ขณะเดียวกันมีค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมแพงมากและมีฝึกเพียงแค่ 4 แห่งในประเทศไทยเท่านั้นไม่กระจาย จะทำให้ผู้ที่มีจิตอาสาเป็นหน่วยกู้ภัยฉุกเฉินเมื่อเข้าถึงสถานที่เกิดเหตุแต่ไม่สามารถปฏิบัติการได้เพราะขัดกับประกาศของกระทรวงสาธารณสุขนี้ทำให้ประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บในท้องถนนต้องรอคอยรถพยาบาลที่ถูกต้องตามกฏหมาย อาจใช้เวลายาวนานกว่านานกว่า 4-5 เท่าของรถท้องถิ่น ทำให้ผู้ป่วยอาจถึงตายและพิการได้จึงขอให้กระทรวงสาธารณสุขพิจารณาเปิดศูนย์ฝึกและลดค่าใช้จ่ายการฝึกอบรมที่เป็นค่าธรรมเนียม

Advertisement