เมื่อวันที่ 16 มกราคม ที่ SEA JUNCTION ชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร มีการจัดงานเปิดนิทรรศการภาพถ่าย ‘Last Stand for Pommahakan’ โดยนายยานนุส ดากา หรือ จัน ดากา (Jan Daga) นักหนังสือพิมพ์อิสระชาวอิตาเลียน นำเสนอภาพถ่ายของชุมชนป้อมมหากาฬซึ่งมีการต่อสู้กับอำนาจรัฐมานานกว่า 25 ปีเพื่อให้ได้อยู่อาศัยในพื้นที่เดิมของตน บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักโดยมีนักวิชาการและบุคคลทั่วไปเข้าร่วมจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังมีการเสวนาในประเด็นดังกล่าวโดย ศาสตราจารย์ ไมเคิล เฮิร์ซเฟล อาจารย์คณะมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา ผู้เขียนหนังสือ ‘SIEGE OF THE SPIRITS’ ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับชุมชนป้อมมหากาฬ และรองศาสตราจารย์ ชาตรี ประกิตนนทการ อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งเป็นหัวหน้าโครงการวิจัยเพื่อจัดทำแผนแม่บทเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาชุมชนบ้านไม้โบราณป้อมมหากาฬ

นายยานนุสกล่าวว่า ตนได้ทราบข่าวเกี่ยวกับชุมชนป้อมมหากาฬ แต่ยังไม่รู้รายละเอียดมานัก ต่อมาได้เดินทางไปยังชุมชนและบันทึกภาพในช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2559 เมื่อเดินเข้าไปหลังกำแพงรู้สึกถึงความอัศจรรย์ ได้ยินเสียงนกร้อง เห็นเด็กๆเล่นกันอย่างสนุกสนานและปลอดภัย เป็นภาพที่มีชีวิตชีวาราวกับมีเวทมนต์
“กำแพงที่นี่หนามาก แต่ด้านหลังเหมือนเป็นครอบครัวใหญ่ คล้ายในภาคอีสานหรือชนบท ชุมชนนี้อยู่ระหว่างถนนกับคลอง ผมได้เห็นภาพครอบครัว มีรอยยิ้ม เสียงผู้คนตะโกนเรียกซื้อของ เด็กๆเยอะมาก ผมยังเล่นมุขตลกกับเขาถามว่าในคลองมีจระเข้หรือเปล่า ตอนยังไม่ได้คุยกับประธานชุมชนเพราะเห็นเขายุ่งตลอด ผมกลัวเขาด้วย (หัวเราะ)”

นายยานนุส ได้เล่าถึงภาพแต่ละภาพที่ประทับใจ เช่น ภาพคนงานซึ่งได้รับหน้าที่มารื้อบ้านในชุมชน แต่กลับยิ้มอย่างเป็นมิตร จึงมองว่าคนเหล่านี้ก็แค่ทำงานของตัวเองเท่านั้น และเชื่อว่าเขารู้สึกเหมือนกันหรือเป็นพวกเดียวกันกับชาวชุมชนป้อมมหากาฬ โดยหลังจากรื้อบ้านตามคำสั่งเสร็จ เมื่อถูกร้องขอให้ช่วยซ่อมอะไรให้ชาวบ้าน ก็อยู่ช่วยซ่อมเป็นเวลานาน

นายยานนุสเล่าอีกว่า ต่อมาในเดือนมีนาคม 2560 ตนเริ่มรู้สึกแย่มาก ได้ถ่ายภาพชุดสีขาวดำขึ้น โดยไม่อยากพูดอะไรมาก ขอให้ภาพพูดด้วยตัวเอง ในช่วงนี้ตนได้เห็นชาวบ้านตื่นตั้งแต่ตี 3 เพื่อรอดูว่ากทม.จะมาที่ชุมชนหรือไม่
“ขอให้ดูที่แววตาของเขาแล้วจะเข้าใจ ช่วงนั้นมีคนมาเยอะมากเหมือนฝูงมด มีรถคันใหญ่ มีตำรวจ ทหาร ภาพที่ผมชอบเป็นพิเศษคือกลุ่มเทศกิจที่เข้ามาเพื่อรื้อบ้านในชุมชน แล้วมีคนหนึ่งซึ่งเป็นศูนย์กลางของภาพเงยหน้าอยู่คนเดียว เหมือนกับเขาเห็นแล้วว่ามันสวยมาก ผมคิดว่าเขาตระหนักอย่างนั้น”

จากนั้น นายยานนุส ได้เล่าถึงเหตุการณ์ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2560 โดยกล่าวว่า สิ่งที่พบทำให้รู้สึกช็อค มีคนเดินทางมาที่ป้อมมหากาฬจำนวนมาก โดยเป็นครั้งแรกที่ตนพูดกับประธานชุมชนโดยถามว่า “เขา (กทม.) ชนะแล้วหรือ?”
นักหนังสือพิมพ์ชาวอิตาเลียนได้กล่าวปิดท้ายว่า สิ่งที่ตนคิดในตอนนี้คืออนาคตของเด็กๆ ในภาพถ่าย

จากนั้น ศาสตราจารย์ไมเคิล ลุกขึ้นกล่าว โดยระบุว่า ตนมาในวันนี้ด้วยความรู้สึกโกรธ และเศร้า ชุมชนแห่งนี้ต่อสู้มานานกว่า 25 ปี ตนเป็นศาสตราจารย์ก็จริง แต่เมื่อเข้าไปในชุมชน ชาวบ้านกลับเป็นผู้สอนผมถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อยากถามว่ากทม.ภูมิใจในสิ่งที่ทำอยู่หรือ?
“ในอนาคตภาพถ่ายเหล่านี้จะชวนให้มองย้อนกลับหลัง แต่นั่นก็สายไปแล้ว ภาพเหล่านี้จะแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยสูญเสียอะไร และโลกเสียอะไรไป”
รองศาสตราจารย์ชาตรี กล่าวว่า นิทรรศการนี้พิเศษสำหรับตนมาก เมื่อ 12 ปีก่อนตนเข้าไปทำงานวิจัยที่ชุมชนป้อมมหากาฬซึ่งเป็นชุมชนชานพระนคร ตั้งอยู่บริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ ติดคลองรอบกรุง ที่นี่มีกิจกรรมมากมาย เช่น การทำกรงนกเขา และฤาษีดินเผา แต่ทุกอย่างกำลังจะหายไป บ้านกำลังถูกทำลาย ที่ผ่านมาก็มีการตัดต้นไม้ใหญ่ถึง 3 ต้น เมื่อวานนี้บ้านก็โดนรื้อไปอีก 1 หลัง มีทหารเข้าไปอยู่ในชุมชน สร้างความหวาดกลัวให้ชาวบ้าน
รองศาสตราจารย์ชาตรี ยังเล่าถึงการประชุมคณะกรรมการ 4 ฝ่าย โดยระบุว่า กทม.ไม่มีความจริงใจในการแก้ปัญหาตั้งแต่ต้น จึงไม่คิดว่าหน่วยงานดังกล่าวจะเปลี่ยนใจจากการสร้างสวนสาธารณะ ในช่วงเวลา 6 เดือน ชาวบ้านต้องออกจากชุมชนกว่า 100 ราย ทั้งนี้ อยากฝากถึงสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเป็น 1 ในคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ว่าตนเข้าใจถึงความปรารถนาดีต่อชาวบ้าน อย่างไรก็ตาม มองว่าการเสนอ กทม.ให้ตั้งบริษัทพัฒนาชุมชนป้อมมหากาฬโดยมีสัญญาเช่าช่วง 30 ปี เป็นโมเดลที่ให้ความสำคัญแค่ตัวบ้านเท่านั้น ไม่ได้ให้ความสำคัญกับคนชุมชน สมาคมสถาปนิกสยามต้องตื่น และทำสิ่งที่ถูกต้อง
“อยากขอให้ทหารซึ่งอยู่ในชุมชนป้อมมหากาฬขณะนี้ย้ายออก ขอให้ยุติการรื้อบ้านและตั้งกรรมการใหม่โดยให้คุณค่ากับคน ไม่ใช่เฉพาะตัวบ้านอย่างเดียว ผมคิดว่าตอนนี้ยังไม่สายเกินไป นี่คือโอกาสสุดท้าย ตอนนี้ชาวบ้านเหลืออยู่แค่ประมาณ 30 คน บ้าน 18 หลัง มันเศร้ามาก ขอแนะนำให้สมาคมสถาปนิกสยามฯ ทำสิ่งที่ดีกว่านี้” รองศาสตราจารย์ชาตรีกล่าว
ทั้งนี้ นิทรรศการดังกล่าวจะจัดแสดงที่ SEA JUNCTION เป็นเวลา 1 สัปดาห์ เปิดให้ชมทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์ ตั้งแต่ 10.30-19.30 น.









