เปิดร่างปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรมชาติ

19.01.18 | 13:36 น.

เลขาฯศาลเผยร่างปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม 10 ประเด็น สอดคล้องยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ร่างกฎหมายรองรับ 40 ฉบับ คาดมีผลบังคับใช้ เม.ย.นี้

วันที่ 19 มกราคม 2561 นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ฐานะคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยว่าภารกิจที่สำคัญของรัฐสมัยใหม่ มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในสังคมและสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ที่ผ่านมากระบวนการยุติธรรมของไทยผ่านการปฏิรูปในเชิงระบบมาแล้วหลายครั้ง ซึ่งการปฏิรูปตามรัฐธรรมนูญ 2560 นี้เป็นการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมครั้งสำคัญ ซึ่งการปฏิรูปไม่ได้หมายความว่าระบบเดิมนั้นมีข้อบกพร่องในทุกส่วนงานจนดำเนินการต่อไปไม่ได้ แต่กระบวนการยุติธรรมนั้นเชื่อมโยงกับระบบสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง จึงต้องมีการพัฒนาให้เท่าทันกับบริบทด้านอื่นๆ หากพบข้อบกพร่องในกระบวนงานระบบงานย่อยก็ต้องมีการแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้น จะเห็นได้ว่ามีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมปีละหลายฉบับ โดยมีวัตถุประสงค์ในการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม มีการดำเนินงานเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของศาลยุติธรรมเองนั้น มีการทบทวนประเมินผลการดำเนินงานเป็นระยะตลอดมา หากพบว่ากฎหมายที่ใช้อยู่มีข้อขัดข้อง จำเป็นต้องมีกฎหมายใหม่ก็จะเสนอแก้ไขเพิ่มเติม ที่ผ่านมาศาลยุติธรรมดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเพื่อปรับระบบและกระบวนงานในการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่ออำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนโดยสะดวก รวดเร็ว ประหยัด และเป็นธรรม เช่น การปรับระบบอุทธรณ์ฎีกาเพื่อทำให้เกิดความรวดเร็วในการพิจารณาคดี โดยที่ยังคงรักษาความถูกต้องเป็นธรรมของการดำเนินคดีเอาไว้ หรือการจัดตั้งแผนกคดีค้ามนุษย์ขึ้นในศาลอาญา, การจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ เพื่อให้มีแผนกหรือศาลที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะประเภทคดี เพื่อให้สามารถอำนวยความยุติธรรมได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว เป็นธรรม และเหมาะสม เพราะอย่างคดีค้ามนุษย์และคดีทุจริตที่เราก็ใช้วิธีพิจารณาแบบไต่สวน

นอกจากนี้ เรายังมีการเร่งรัดการพิจารณาคดีทั้งในศาลชั้นต้น ชั้นอุทธรณ์ และฎีกา โดยที่ผ่านมาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์สามารถพิจารณาพิพากษาคดีให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 6 เดือนได้เกินกว่าร้อยละ 95 และในปี 2561 นี้ นายชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกา ก็ได้มีนโยบายเร่งรัดการพิจารณาในศาลสูง โดยมีเป้าหมายให้การพิจารณาคดีในศาลชั้นอุทธรณ์แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน ส่วนศาลฎีกาให้พิจารณาแล้วเสร็จภายใน 1 ปี จึงเห็นได้ว่าการดำเนินงานของศาลยุติธรรมที่ผ่านมาก็มีทิศทางสอดคล้องกับการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 258 อยู่แล้ว

ส่วนในความหมายอย่างแคบนั้น หมายถึงการเปลี่ยนแปลงแนวคิด วิธีทำงาน โดยมองภาพรวมทั้งระบบ เช่นที่ผ่านมาการปฏิรูปตามรัฐธรรมนูญ 2540 จะมีจุดเน้นที่มิติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนของกระบวนการยุติธรรม เช่น การให้ศาลเป็นผู้ออกหมายจับ หมายค้น การพิจารณาคดีต่อเนื่องและครบองค์คณะ ส่วนการปฏิรูปตามรัฐธรรมนูญ 2560 เกิดจากแนวคิดว่ากระบวนการยุติธรรมต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับทิศทางการพัฒนาประเทศตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่มุ่งไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ ที่เน้นย้ำถึงการแยกออกจากกันไม่ได้ระหว่างประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมกับการพัฒนาประเทศ เมื่อบริบทภายในและภายนอกประเทศเปลี่ยนไป กระบวนการยุติธรรมจึงต้องมีการปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกันด้วย

Advertisement

นายสราวุธกล่าวต่อว่า สำหรับร่างแผนการปฏิรูปนั้นได้แล้วเสร็จเมื่อช่วงปลายเดือนธันวาคม 2560 ที่ผ่านมาตามขั้นตอนแล้ว เมื่อร่างแผนปฏิรูปผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมร่วมประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศทุกคณะไปยังคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติและคณะรัฐมนตรีตามลำดับแล้วก็จะมีผลบังคับใช้ ซึ่งคาดว่าไม่เกินต้นเดือนเมษายน 2561 นี้คงจะได้ประกาศใช้ ซึ่งในร่างของด้านกระบวนการยุติธรรม มีข้อเสนอให้ดำเนินการปฏิรูป 10 ประเด็น โดยในร่างแผนปฏิรูปได้ระบุร่างกฎหมายที่จำเป็นต่อการดำเนินการไว้มากกว่า 40 ฉบับ โดยมีสาระสำคัญของกฎหมายแต่ละฉบับไว้ด้วย

แม้การยกร่างแผนการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรมจะมีความยากในการดำเนินการ เพราะต้องศึกษาวิเคราะห์ข้อเสนอที่จัดทำโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ สภาปฏิรูปแห่งชาติ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ รายงานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งของไทยและต่างประเทศ กับต้องรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนตามเงื่อนไขของกฎหมายเเละอื่นๆ ซึ่งการดำเนินการทุกขั้นตอนต้องแล้วเสร็จภายใน 90 วัน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการกำหนดกลไกการขับเคลื่อนแผนให้มีประสิทธิภาพ ตลอดจนพิจารณาแนวทางการสร้างความรับรู้และความเข้าใจของแผนแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชน

ตนมองว่าการปฏิรูปนั้นไม่ใช่เรื่องของคณะกรรมการปฏิรูปรัฐบาล หรือหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น ตนไม่อยากให้มองเป็นเรื่องของอำนาจ การแทรกแซงการทำงาน ความสำเร็จของการปฏิรูปต้องอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นที่น่ายินดีว่าแต่ละหน่วยงานรวมทั้งศาลยุติธรรมมีการเตรียมการเพื่อรองรับการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรมเอาไว้แล้วตั้งแต่ก่อนมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ โดยที่ประชาชนและภาคประชาสังคม สื่อมวลชน ต้องมีส่วนในการติดตามการดำเนินการตามแผนด้วย เพราะการสร้างความรู้ความเข้าใจแผนให้ทั่วถึงที่สุดมีความจำเป็น ซึ่งที่ผ่านมาเราก็พยายามสร้างและรักษาบรรยากาศของความร่วมมือและมีส่วนร่วมในการปฏิรูปตั้งแต่การจัดทำแผน และคาดว่าหากสามารถรักษาบรรยากาศเช่นนี้ได้ต่อเนื่อง คงสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของการปฏิรูปประเทศตามรัฐธรรมนูญได้อย่างแท้จริง

สำหรับข้อเสนอให้ดำเนินการปฏิรูป 10 ประเด็น ประกอบด้วย

1.การกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในทุกขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมที่ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมโดยไม่ล่าช้า มีกิจกรรมปฏิรูปที่สำคัญคือ ให้หน่วยงานกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในทุกขั้นตอนแล้วประกาศให้ประชาชนทราบ สร้างกระบวนการรับเรื่องร้องเรียน มีระบบการประเมินและปรับปรุงระยะเวลาตามที่ประกาศเป็นระยะ และสร้างระบบการตรวจสอบ และหรือแจ้งความคืบหน้าการดำเนินการให้ประชาชนทราบ

2.การพัฒนากลไกช่วยเหลือและเพิ่มศักยภาพเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม มีกิจกรรมการปฏิรูปที่สำคัญคือ กำหนดมาตรการเพื่อช่วยเหลือและคุ้มครองผู้เสียหาย พยาน ผู้ต้องหาและจำเลยในการดำเนินคดี การพัฒนาระบบการจัดให้มีทนายความช่วยเหลือคดี ปรับปรุงระบบประกันตัว การพัฒนาและส่งเสริมระบบการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อเพิ่มช่องทางในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม และส่งเสริมให้ประชาชนและชุมชนมีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรมทุกขั้นตอน

3.การพัฒนากลไกการบังคับการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ มีกิจกรรมการปฏิรูปที่สาคัญคือ นำระบบประเมินความเสี่ยงมาใช้ทดแทนการเรียกทรัพย์สินเป็นหลักประกัน เพิ่มมาตรการลงโทษที่หลากหลาย นำโทษปรับตามความสามารถในการชำระ (day fines) มาใช้ และแก้ไขกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เรื่องหนี้และสัญญาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ

4.การปรับกระบวนทัศน์ในการบริหารงานยุติธรรม เพื่อสร้างความปลอดภัยและความเป็นธรรมในสังคม มีกิจกรรมการปฏิรูปที่สำคัญคือ ทบทวนการจำแนกประเภทยาเสพติด และพัฒนาระบบบำบัดผู้ติดยาเสพติด ลดอุปสรรคในการกลับคืนสู่สังคมของผู้พ้นโทษ มีระบบการกำหนดโทษที่โปร่งใสและได้สัดส่วนยิ่งขึ้น มีระบบยุติคดีอาญาที่มีการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้ดุลพินิจที่เหมาะสม และบูรณาการฐานข้อมูลเกี่ยวกับผู้กระทำผิด

5.การปรับปรุงระบบการสอบสวนคดีอาญาเพื่อให้มีการตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างพนักงานสอบสวนกับพนักงานอัยการอย่างเหมาะสม มีกิจกรรมการปฏิรูปที่สาคัญคือ กำหนดประเภทหรือลักษณะคดีที่ควรจะมีการสอบสวนร่วมกันระหว่างพนักงานสอบสวนกับพนักงานอัยการ มีกฎหมายเกี่ยวกับการกันผู้ร่วมกระทำความผิดเป็นพยาน และให้พนักงานอัยการมีอำนาจสอบสวนเพิ่มเติม

6.การกำหนดระยะเวลาในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายให้ชัดเจน เพื่อมิให้คดีขาดอายุความ มีกิจกรรมการปฏิรูปที่สำคัญคือ กำหนดระยะเวลาในการส่งสำนวนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนให้แก่พนักงานอัยการ เพื่อให้มีระยะเวลาเพียงพอในการตรวจสอบสำนวน และบูรณาการความร่วมมือเพื่อแก้ปัญหาข้อขัดข้องที่อาจเกิดจากการประสานงานที่ล่าช้า

7.การพัฒนาระบบการสอบสวนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการ มีกิจกรรมการปฏิรูปที่สำคัญคือ ให้ผู้เสียหายสามารถร้องทุกข์กล่าวโทษ ณ สถานีตำรวจแห่งใดก็ได้ สร้างระบบป้องกันการแทรกแซงหรือครอบงำการใช้ดุลพินิจในการทำสำนวนของพนักงานสอบสวน และจัดตั้งหน่วยงานในสำนักงานอัยการสูงสุดมีหน้าที่วิเคราะห์คำพิพากษาเพื่อปรับปรุงการปฏิบัติงาน

8.การปฏิรูประบบนิติวิทยาศาสตร์เพื่อความถูกต้องสมบูรณ์ของข้อเท็จจริงแห่งคดี มีกิจกรรมการปฏิรูปที่สำคัญคือ จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อกำหนดมาตรฐานกลางการปฏิบัติงาน และคุณสมบัติของผู้ปฏิบัติงานด้านนิติวิทยาศาสตร์ ให้มีผู้ปฏิบัติงานด้านนิติวิทยาศาสตร์และนิติเวชที่เพียงพอและมีความเป็นอิสระ และพัฒนาหลักเกณฑ์การรับฟังพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์

9.การเสริมสร้างและพัฒนาวัฒนธรรมองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม เพื่อมุ่งอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนโดยสะดวกและรวดเร็ว มีกิจกรรมการปฏิรูปที่สำคัญคือ มีมาตรการขจัดวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นอุปสรรคต่อการอำนวยความยุติธรรมโดยสะดวกรวดเร็ว นำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำงานภายในหน่วยงานและงานบริการประชาชน และกำหนดตัวชี้วัดในการปฏิบัติงาน

10.การพัฒนาประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ มีกิจกรรมการปฏิรูปที่สำคัญคือ ปรับปรุงเขตอำนาจศาลและกฎหมายเพื่อให้รองรับการค้าระหว่างประเทศ เพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับคดี และพัฒนางานอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ