‘บิ๊กจิน’เดินหน้าปฏิบัติการ ‘เซฟแม่น้ำโขง’ พบนายทุนไต้หวัน ส่งนักเคมีเข้า สามเหลี่ยมทองคำ

19.01.18 | 19:54 น.

เมื่อวันที่ 19 มกราคม ที่จังหวัดเชียงใหม่ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานเปิดศูนย์ประสานงานแม่น้ำโขงปลอดภัย (Safe Mekong Coordination Centre – SMCC) ประจำปี 2561 พร้อมด้วย คณะผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม นายพงศธร สัจจชลพันธ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม นายปวิณ ชํานิประศาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พล.ท.วิจักขฐ์ สิริบรรสพ แม่ทัพภาคที่ 3 พล.ต.ท. พูลทรัพย์ ประเสริฐศักดิ์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค5(ผบช.ภ.5) นายศิรินทร์ยา สิทธิชัย เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาธิการ ป.ป.ส.) นายชลัยสิน โพธิเจริญ รองเลขาธิการ ป.ป.ส. คณะผู้บริหารสำนักงาน ป.ป.ส. ให้การต้อนรับ และหารือกับหัวหน้าคณะผู้แทนประเทศสมาชิกโครงการแม่น้ำโขงปลอดภัย จำนวน 5 ประเทศ ได้แก่ จีน ลาว พม่า กัมพูชา และเวียดนาม ณ ศูนย์ประสานงานแม่น้ำโขงปลอดภัย จังหวัดเชียงใหม่

พล.อ.อ.ประจิน กล่าวว่า ในการประชุมวันนี้ร่วมกันหารือในสาระสำคัญ 6 เรื่อง คือ 1. การสร้างเป้าหมายร่วมกันที่จะดำเนินการต่อพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ 2. การยกระดับความร่วมมือในการดำเนินการในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ 3. การให้ความสำคัญของการสกัดกั้นสารตั้งต้น เคมีภัณฑ์ที่ใช้ในการผลิตยาเสพติด 4. การผนึกกำลังร่วมกันของทั้ง 6 ประเทศในการกำหนดเครือข่ายการผลิตและค้ายาเสพติดที่สำคัญในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ 5. การกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน และ 6. อนาคตของความร่วมมือกันของ 6 ประเทศ จะต้องมีการทำแผนความร่วมมือในการสกัดกั้นและแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำต่อไปอีก และน่าจะเป็นแผนระยะยาว โดยอาจใช้ระยะเวลาเดียวกับกรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง

พล.อ.อ.ประจิน กล่าวต่อว่า แผนความร่วมมือนี้ จะเป็นแผนความร่วมมือด้านยาเสพติด แบบที่ทั้ง 6 ประเทศได้ดำเนินการมาแล้วในโครงการแม่น้ำโขงปลอดภัย ระยะ 3 ปี (2559 – 2561) ที่กำลังใช้อยู่ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของทั้ง 6 ประเทศที่จะแลกเปลี่ยนความคิด สถานการณ์ การกำหนดเป้าหมาย การเสนอมาตรการ และแผนงาน โดยเสนอให้ครอบคลุมมาตรการต่างๆ ที่ทำมาแล้ว รวมทั้งมาตรการการพัฒนาทางเลือกเพื่อจะสามารถแก้ไขปัญหาอย่างครบวงจร หากทุกประเทศดำเนินการและเห็นพ้องกันแล้ว ควรจะมีการลงนามให้การรับรองอย่างเป็นทางการของประเทศสมาชิก เพื่อเป็นการยกระดับความร่วมมือในด้านยาเสพติดอย่างแท้จริง ในช่วงก่อนเสร็จสิ้นแผน ระยะ 3 ปีนี้ จะมีการหารือกันต่อไป โดยรัฐบาลไทยยืนยันที่จะร่วมปฏิบัติการตามโครงการแม่น้ำโขงปลอดภัยอย่างเต็มความสามารถ เพื่อช่วยลดปัญหายาเสพติดในสังคมโลกให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะกระทำได้

Advertisement
พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง

ด้านนายศิรินทร์ยา กล่าวว่า โครงการแม่น้ำโขงปลอดภัย ริเริ่มโครงการฯ โดยประเทศจีน มาตั้งแต่ปี 2556 และได้ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องและมีพัฒนาการของการดำเนินงานมาโดยลำดับด้วยความร่วมมือร่วมใจของประเทศสมาชิก ทั้ง 6 ประเทศ ได้แก่ จีน ลาว เมียนมา ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในลุ่มแม่น้ำโขง และพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ โดยแต่ละประเทศจัดสรรทรัพยากร ทั้งด้านงบประมาณ กำลังพล และเครื่องมืออุปกรณ์เข้ามาดำเนินการตามศักยภาพ และกรอบอำนาจอธิปไตยของแต่ละประเทศ มีวัตถุประสงค์มุ่งเน้นการสกัดกั้นสารตั้งต้น เคมีภัณฑ์ และเครื่องมืออุปกรณ์ในการผลิตยาเสพติด ไม่ให้เข้าสู่แหล่งผลิตในสามเหลี่ยมทองคำ ขณะเดียวกันก็สกัดกั้นยาเสพติดที่ผลิตจากสามเหลี่ยมทองคำไม่ให้ออกไปแพร่กระจายในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง และภูมิภาคอื่นๆ ของโลก โดยประเทศสมาชิกได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานแม่น้ำโขงปลอดภัยเป็นศูนย์กลางการประสานงานของทุกประเทศ และได้หมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพ ซึ่งที่ผ่านมาประเทศจีน พม่า และไทย ได้รับเป็นเจ้าภาพมาแล้ว สำหรับประเทศไทยเป็นเจ้าภาพมาแล้วจำนวน 3 ครั้ง ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4

นายศิรินทร์ยา สิทธิชัย

นายศิรินทร์ยา กล่าวต่อว่า การจัดตั้งศูนย์ประสานงานแม่น้ำโขงปลอดภัยในครั้งนี้ของประเทศไทย ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากประเทศไทย โดยสำนักงาน ป.ป.ส. ได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานแม่น้ำโขงปลอดภัยเป็นการถาวร เป็นแบบอย่างนำร่องให้กับประเทศสมาชิกต่างๆ ได้ถือเป็นแนวทาง

นอกจากนี้ นายศิรินทร์ยา ยังให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ยาเสพติดในพื้นที่ภาคเหนือ ว่า ปัจจุบันพบข้อมูลว่า มีนายทุนจากประเทศไต้หวัน นำเงินลงทุน พร้อมนักวิทยาศาสตร์ นักเคมีเข้ามาที่ฐานผลิตยาเสพติดบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ เนื่องจากที่ผ่านมาศูนย์ประสานงานแม่น้ำโขงปลอดภัย มีการป้องกันและปราบปราม รวมทั้งเข้มงวดเรื่องการนำเข้าสารเคมีที่ใช้ในอุตสาหกรรมกว่า 20 ชนิดที่ต้องรายงานให้ป.ป.ส.ทราบทุกครั้งในการนำเข้า หลังพบว่านำมาเป็นสารตั้งตนในการผลิตยาบ้า

นายศิรินทร์ยา กล่าวว่า ปี 2560 ที่ผ่านมาประเทศจีนและพม่ามีการตรวจยึดสารตั้งต้นผลิตยาเสพติดได้กว่า 28,000 กิโลกรัม ส่วนสถานการณ์ปัจจุบันโดยเฉพาะในภาคเหนือพบว่ามีการเสพยาเสพติดประเภทเฮโรอีนเพิ่มขึ้น หลังจากมีการนำตัวผู้เสพมาบำบัดรักษา พบว่ามีผู้เสพเฮโรอีนมากกว่ายาบ้า เช่นเดียวกับพื้นกรุงเทพฯมีปัญหาเรื่องการเสพเฮโรอีนเช่นกัน โดยมีการนำเข้ามาจากสามเหลี่ยมทองคำ ต้องยอมรับว่าการผลิตยาบ้าและยาไอซ์ยังสูง แม้เจ้าหน้าตำรวจ ทหาร ป.ป.ส.จะร่วมกันสกัดกั้นยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง จากสถิติการจับกุมยาบ้าพบว่า ในปีงบประมาณปี 2559 ยึดยาบ้า 90 ล้านเม็ด ในปีงบประมาณ 2560 ยึดไป 200 ล้านเม็ด ทั้งนี้ตั้งแต่เดือนปีงบประมาณ 2561 ช่วง 3เดือนแรกสามารถยึดยาบ้าได้ 50 ล้านเม็ด เป็นการจับกุมคดีละ 1 ล้านเม็ดขึ้นไปทั้งสิ้น

“ขณะที่การจับกุมและยึดยาบ้าที่ต่ำกว่า 1 ล้านเม็ด รวมแล้วมีเพียง 60 ล้านเม็ด และพบว่ายาบ้ามาจากพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทยเป็นส่วนใหญ่” เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าว

นายศิรินทร์ยา กล่าวว่า การผลิตยาเสพติดในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำยังคงพบว่าอันดับ1 ยังเป็นยาบ้า ถัดมาเป็ยาไอซ์ ส่วนการเสพเฮโรอีนตอนนี้พื้นที่เชียงใหม่ และกทม.มีผู้เสพยามากขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้น พล.อ.อ.ประจิน ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมและรับฟังบรรยายสรุปการสกัดกั้นยาเสพติดในพื้นที่ภาคเหนือ ของกองกำลังผาเมือง ตำรวจภูธรภาค 5 และตรวจเยี่ยมทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่