กรณีปัญหาความล่าช้าในการก่อสร้างโครงการสร้างศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลสาบสงขลา หรืออควาเรียมหอยสังข์ ที่วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ ในอำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ที่ดำเนินการก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2551 กำหนดแล้วเสร็จในปี 2554 โดยใช้วงเงินงบประมาณก่อสร้างจำนวน 800 ล้านบาท แต่เวลาได้ล่วงเลยมาจนถึงขณะนี้เป็นเวลา 10 ปีแล้ว การก่อสร้างก็ยังไม่แล้วเสร็จ และยังมีการใช้งบประมาณในการก่อสร้างเพิ่มเติมอีกรวมแล้วเป็นจำนวนกว่า 1,400 ล้านบาท อีกทั้งยังมีการแก้ไขสัญญาจำนวนถึง 6 ครั้ง ในช่วงระยะเวลาหลายปีติดต่อกันนั้น
เมื่อวันที่ 21มกราคม นายธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด ได้ให้ความเห็นและข้อสังเกตในเรื่องกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับร่างสัญญาว่า 1.ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 44 และข้อ 132 กำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องส่งร่างเอกสารประกวดราคาและร่างสัญญาให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจพิจารณาก่อน เว้นแต่ว่าร่างเอกสารประกวดราคาและร่างสัญญานั้นจะเป็นไปตามตัวอย่างที่คณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุ (กวพ.) กำหนด หรือเป็นไปตามแบบที่ผ่านการตรวจพิจารณาจากสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว หรือมีข้อความหรือรายการแตกต่างไปจากตัวอย่างหรือแบบดังกล่าวในประเด็นที่มิใช่สาระสำคัญและไม่ทำให้ราชการเสียเปรียบ และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2535 แจ้งเวียนตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ นร 0205/ว 138 ลงวันที่ 9 กันยายน 2535 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ให้ส่วนราชการต่างๆ ต้องส่งร่างสัญญาให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจพิจารณาก่อนลงนาม เว้นแต่เป็นการทำสัญญาตามแบบที่เคยผ่านการตรวจพิจารณาของสำนักงานอัยการสูงสุดมาแล้ว หรือมีข้อความหรือรายการแตกต่างไปจากแบบดังกล่าวเพียงเล็กน้อยในประเด็นที่มิใช่สาระสำคัญและไม่ทำให้ราชการเสียเปรียบ
“นอกจากนี้ สำนักงานอัยการสูงสุดยังมีอำนาจและหน้าที่ตามพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.2553 มาตรา 23 ในการให้คำปรึกษา และตรวจร่างสัญญาหรือเอกสารทางกฎหมายให้แก่รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐ และในปัจจุบันนี้ พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริการพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 มาตรา 93 กำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องทำสัญญาตามแบบที่คณะกรรมการนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและการบริการพัสดุภาครัฐกำหนดโดยความเห็นชอบของสำนักงานอัยการสูงสุด และในกรณีที่ไม่อาจทำสัญญาตามแบบที่กำหนดไว้ได้ และจำเป็นต้องร่างสัญญาขึ้นใหม่ หน่วยงานของรัฐต้องส่งร่างสัญญานั้นไปให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน เว้นแต่เป็นการทำสัญญาตามแบบที่สำนักงานอัยการสูงสุดได้เคยให้ความเห็นชอบแล้ว การกำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องส่งร่างเอกสารประกวดราคาและร่างสัญญาให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจพิจารณาก่อนนี้ เพื่อรักษาประโยชน์ของรัฐ ไม่ให้ราชการเสียเปรียบ และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ นอกจากนี้ยังเป็นไปเพื่อให้ร่างสัญญามีความชัดเจนและเป็นการป้องกันข้อพิพาทที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ไม่ได้ส่งร่างเอกสารประกวดราคาและร่างสัญญาจ้างก่อสร้างโครงการสร้างศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลสาบสงขลา ที่วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ ซึ่งเริ่มดำเนินการก่อสร้างในปี 2551 มาให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจพิจารณา ในกรณีนี้คงต้องมาดูเหตุผลของ สอศ. ด้วยว่าที่ไม่ส่งร่างเอกสารประกวดราคาและร่างสัญญาจ้างก่อสร้างมาให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจพิจารณานั้นเป็นเพราะเหตุใด”อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าว
นายธนกฤตกล่าวด้วยว่า 2.ในการแก้ไขสัญญาจ้างก่อสร้างโครงการสร้างศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลสาบสงขลาจำนวนหลายครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สอศ. ก็ไม่ได้ส่งร่างสัญญาที่จะมีการแก้ไขมาให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจพิจารณาก่อน ทั้งนี้ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 136 กำหนดว่าสัญญาที่ลงนามไปแล้วจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เว้นแต่จะมีความจำเป็นโดยไม่ทำให้ราชการเสียประโยชน์ หรือเป็นการแก้ไขเพื่อประโยชน์แก่ทางราชการ ซึ่งก็คงต้องมาพิจารณาดูเหตุผลในการขอแก้ไขสัญญาที่ผ่านมาในแต่ละครั้งของ สอศ. ด้วยว่ามีเหตุผลใดในการขอแก้ไขสัญญาและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุฯ ข้อ 136 ดังกล่าว กำหนดไว้หรือไม่ และเพราะเหตุใดจึงไม่ส่งร่างสัญญาที่จะมีการแก้ไขในแต่ละครั้งมาให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจพิจารณาก่อน
และ 3.ในเรื่องการขยายระยะเวลาการก่อสร้างตามสัญญาออกไปนั้น ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุฯ ข้อ 139 จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อ 1.มีเหตุเกิดจากความผิดหรือความบกพร่องของส่วนราชการ 2.มีเหตุสุดวิสัย 3.มีเหตุเกิดจากพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งที่คู่สัญญาไม่ต้องรับผิดตามกฎหมาย ซึ่งในกรณีนี้ก็ต้องมาพิจารณาดูว่ามีการขยายระยะเวลาการก่อสร้างตามสัญญาออกไปแค่ไหนอย่างไร ในช่วงเวลาใดบ้าง และอาศัยเหตุผลใดในการขยายระยะเวลาการก่อสร้างตามสัญญา และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุฯ ข้อ 139 กำหนดไว้หรือไม่ และหากมีการผิดสัญญาเกิดขึ้นได้มีการปรับคู่สัญญาที่ผิดสัญญาอย่างไรแล้วบ้าง

