เมื่อวันที่ 25 มกราคม ที่กองบัญชาการปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร.(ปป.1 ) พร้อมด้วย พล.ต.อ.ธนิตศักดิ์ ธีระสวัสดิ์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. ผอ.ศอ.ปส.ตร. พล.ต.ท.สมหมาย กองวิสัยสุข ผบช.ปส. พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก. ร่วมแถลงจับกุมขบวนการค้ายาเสพติดรายสำคัญ จำนวน 7 คดี ผู้ต้องหา 17 คน ของกลางเป็น กัญชา 510 กิโลกรัม ไอซ์ 500 กิโลกรัม ยาบ้า 288,000 เม็ด โคคาอีน 10.41 กิโลกรัม และทรัพย์สินรวมมูลค่า 1,073,835,000 บาท
คดีที่ 1 สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 18 มกราคม ต่อเนื่องวันที่ 21 มกราคม จับกุมนายเกียรติศักดิ์ โทนสี อายุ 37 ปี ชาว จ.อุทัยธานี นายชุมพล จันทร์โต อายุ 50 ปี ชาว จ.สกลนคร ได้ที่ ทับทิมวนารีสอร์ท ม.10 ต.แวง อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร และบริเวณริมถนนนิตโย ระหว่าง กม.96-97 ม.10 ต.แวง อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร นายสนกิมรี ชูฉางหวาง อายุ 52 ปี ชาว จ.สงขลา นายอับดุลการิม มะนูยา อายุ 41 ปี ชาวจ.สตูล นายศิริชัย สลาบ่อ อายุ 40 ปี ชาว จ.สงขลา จับกุมได้ที่ บริเวณริมถนนเพชรเกษม (ขาขึ้น) หน้าปั้ม พีที ต.คอหงส์ อ.หาดใหญ่ จว.สงขลา ต่อเนื่องบริเวณสี่แยกบ้านโป๊ะหมอ ถนนกาญจนวนิช (ขาล่อง) ต.บ้านพร อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และต่อเนื่องบริเวณริมถนนกาญจนวนิช (ถนนพาดทางรถไฟ) ต.พังลา อ.สะเดา จ.สงขลาพร้อมของกลาง กัญชาอัดแท่ง 12 กระสอบ บรรจุกระสอบละ 44 แท่ง น้ำหนักรวมสิ่งห่อหุ้มประมาณ 510 กิโลกรัม จากการสอบปากคำผู้ต้องหาทั้งนายเกียรติศักดิ์ ให้การว่า ด้ลำเลียงยาเสพติดทั้งหมดไปส่งให้กับลูกค้าที่ จ.สงขลา เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ขยายผลจับกุมผู้ต้องหาเพิ่มอีก 3 ราย ได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่ง พงส.บก.ปส.2 เพื่อดำเนินคดี การจับกุมครั้งนี้สามารถจับกุมนักค้ายาเสพติดได้คือกลุ่มผู้ขนลำเลียง และกลุ่มผู้รับปลายทาง ซึ่งเป็นยาเสพติด ของกลุ่มที่ผลิตจากประเทศเพื่อนบ้าน
คดีที่ 2 เมื่อวันที่ 22 มกราคม จับกุมนายพรสิทธิ์ ชุมพงศ์ อายุ 36 ปีชาว จ.นครศรีธรรมราช นายพรสิทธิ์ ชุมพงศ์ อายุ 36 ปี ชาว จ.นครศรีธรรมราช นายมานิตย์ สุวรรณมณี อายุ 36 ปี ชาวจ.นครราชสีมา นายนิคม ขีดสาโรง อายุ 53 ปี ชาวจ.นครราชสีมา นายสือลี แวยูโซะ อายุ 40 ชาวจ.นราธิวาส น.ส.อัสนิดา เจ๊ะแม อายุ 41 ปี ชาวจ.นราธิวาส น.ส.อาซียะห์ เจ๊ะแม อายุ 30 ปี ชาวจ.นราธิวาส นายอาซีซี เจ๊ะแม อายุ 44 ปี ชาวจ.นราธิวาส ในข้อหา “ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์) ไว้ในครอบครองคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกิน ยี่สิบกรัมขึ้นไปเพื่อจำหน่าย โดยไม่ได้รับอนุญาต” พร้อมของกลาง 7 รายการ ยาไอซ์ 300 กิโลกรัม รถยนต์กระบะบรรทุก ยี่ห้อโตโยต้า สีเทา 1 คัน รถยนต์นั่งสอง ตอนท้ายบรรทุก ยี่ห้อโตโยต้า สีดำ 1 คัน รถยนต์เก๋ง 1 คัน รถยนต์เก๋ง ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซิตี้ สีเทา 1 คัน รถยนต์นั่งสองตอนแวน ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีอาร์วี CRV สีดำ 1 คัน โทรศัพท์มือถือ 9 เครื่อง
จากการขยายผลติดตามเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติดรายสาคัญทราบว่าวันที่ 21 มกราคม จะมีการลำเลียงยาเสพติดล็อตใหญ่จากภาคอีสานลงสู่ภาคใต้ จึงได้ติดตามจนทราบว่า กลุ่มผู้ค้าจะลำเลียงยาเสพติด โดยใช้รถยนต์กระบะโตโยต้า สีเทา จากการสืบสวนจนพบรถคันดังกล่าวบริเวณ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา จึงได้แสดงตัว พบไอซ์ ชนิดเกล็ดสีขาว บรรจุซองห่อชา สีหลือง-เขียว 300 ห่อ 1 กิโลกรัม รวม 300 กิโลกรัม มัดรวมกันเป็นแพ็คจำนวน 8 แพ็ค ห่อหุ้มด้วยถุงพลาสติก สีดำ พันทับด้วยเทปใส ซุกซ่อนปะปนมา กับผลแตงโม บรรจุอยู่พื้นกระบะท้าย ของรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน บท 4439 กระบี่ และได้จับกุม นายพรสิทธิ์ และ นายมานิตย์ ซึ่งเป็นผู้ขับขี่ลำเลียงยาเสพติดในครั้งนี้ จากนั้นชุดจับกุมได้ทำการขยายผลต่อเนื่องจนถึง อ.เจาะไอร้อง จว.นราธิวาส และสามารถจับกุมกลุ่มผู้ลำเลียงในครั้งนี้ ได้ทั้งหมด 7 ราย
คดีที่ 3 เมื่อวันที่ 23 มกราคม จับกุมนายศรชัย ธิดาภารุ่งเรือง อายุ 33 ปี ชาวจ.เชียงราย ในข้อหา”โดยกล่าวหาว่า ร่วมกันกับพวกที่หลบหนีมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทเอมเฟตามีนหรือ ยาบ้า) ไว้ใน ครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต” พร้อมยาบ้า 288,000 เม็ด รถยนต์กระบะบรรทุก จำนวน 2 คัน จับกุมได้ที่บริเวณถนนพหลโยธิน กม.ที่ 590 ต.พระบาทวังตวง อ.แม่พริก จ.ลำปาง ต่อเนื่องบริเวณหน้าเรือนจำจ.ตาก
คดีที่ 4 เมื่อวันที่ 22 มกราคม เจ้าหน้าที่ภายใต้ความร่วมมือ AITF ร่วมกันจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ คืนายจีซัส อันโบโต เซจัสกาเซียชาวสัญชาติเวเนซุเอลา ในข้อหา “นำยาเสพติดให้โทษประเภท 2 โคคาอีน เข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และมียาเสพติด ให้โทษประเภท 2 โคคาอีน ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต”พร้อมด้วยของกลาง จำนวน 2 รายการ ยาเสพติดให้โทษประเภท 2 โคคาอีน ลักษณะเป็นผงสีขาว บรรจุในถุงพลาสตกิ สีดา พันพลาสติกใส พันเทปกาวสีน้าตาล น้าหนักรวมสิ่งห่อหุ้มประมาณ 4,180 กรัม ซุกซ่อนในพื้นกระเป๋าเดินทางแบบลากจูงสีเทากระเป๋าเดินทางแบบลากจูง สีเทา ยี่ห้อสวิสซครอส ใช้ซุกซ่อนของกลางรายการที่ 1 จำนวน 1 ใบ จับกุมได้ที่ อาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ต.หนองปรือ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ
คดีที่ 5 เมื่อวันที่ 23 มกราคม จับกุมคดียาเสพติด ได้ผู้ต้องหานายเดสต้า แทมราท กาเบลโต้ชาวสัญชาติเอธิโอเปีย ในข้อหา “นำยาเสพติดให้โทษประเภท 2 โคคาอีน เข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และมียาเสพติด ให้โทษประเภท 2 โคคาอีน (COCAI NE ) ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต”พร้อมด้วยของกลาง น้ำหนักรวมสิ่งห่อหุ้มประมาณ 3,120 กรัม ซึ่งซุกซ่อนภายในช่องลับของ กระเป๋าเดินทางแบบลากบริเวณผนังด้านข้างของทั้ง 2 ข้าง กระเป๋าเดินทางแบบลากจูง 1 ใบ โทรศัพท์มือถือ2 เครื่อง จับกุมได้ที่บริเวณช่องตรวจไม่มีสิ่งของต้องสำแดงของศุลกากร(ช่องเขียว) ฝั่งตะวันตก โซน C ชั้น 2 ห้องโถงผู้โดยสาร ขาเข้าระหว่างประเทศ ต่อเนื่องถึงที่การศุลกากร ฝ่ายสอบสวนปราบปราม 1 สปป.3 สสป. ท่าอากาศสยานสุวรรณภูมิ ต.หนองปรือ อ.บางพลี จว.สมุทรปราการ
คดีที่ 6 เจ้าหน้าที่ศุลกากร ภายใต้ความร่วมมือ AITF ได้ร่วมกันจับกุมคดียาเสพติด คือ นางสาวเบธเลม ไฮลีมาเลียม มิชาโม่ อายุ 27 ปี ชาวสัญชาติเอธิโอเปีย ในข้อหา”นำยาเสพติดให้โทษประเภท 2 โคคาอีน เข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีโคคาอีน 3,115 กรัม กซ่อนภายในช่องลับของกระเป๋า เดินทางแบบลากบริเวณผนังด้านข้างของทั้ง 2 ข้าง กระเป๋าเดินทางแบบลากจูง จำนวน 1 ใบ 3. โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง จับกุมได้ที่บริเวณช่องตรวจไม่มีสิ่งของต้องสาแดงของศุลกากร(ช่องเขียว) ฝั่งตะวันตก โซน C ชั้น 2 ห้องโถงผู้โดยสาร ขาเข้าระหว่างประเทศ ต่อเนื่องถึงที่ทำการศุลกากร ฝ่ายสอบสวนปราบปราม 1 สปป.3 สสป. ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ต.หนองปรือ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ
คดีที่ 7 เมื่อวันที่ 18 มกราคม เบกุมนายองอาจ เลาว้าง อายุ 32 ปีชาวจ.เชียงใหม่ ในข้อหา “มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย” พร้อมของกลาง ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือไอซ์) 200 กิโลกรัม ถยนต์กระบะบรรทุกส่วนบุคคล ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ สีเทา 1 คัน โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง สามารถจับกุมได้ที่ริมทางหลวงหมายเลข 41 (เอเซีย) ระหว่าง กม.8-9 ต.ทุ่งคา อ.เมือง จว.ชุมพร

พล.ต.ท.สมหมาย กล่าวว่า กรณีที่ บช.ปส.จับไอซ์ 300 กก. ที่ส่งภาคใต้นั้น คาดว่าพวกนี้จะมาจากกลุ่มลำน้ำโขงทั้งหมด พัฒนามาจากกลุ่มค้าไม้พะยูง ค้าสุนัข เป็นที่น่าสังเกตว่าตอนนี้ คนส่งลำเลียงยาเสพติด ไม่ได้มาจากภาคเหนือ แต่มาทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะต้องการหลบด่านตรวจ และไม่อยากถูกจับกุม ส่วนที่ขนลงภาคใต้เกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดหรือไม่ เป็นเรื่องความมั่นคงตนไม่พูดถึง แต่ดูแล้วว่าเกี่ยวกันแน่ เพราะหลังจากมีเหตุระเบิดก็มีของออก และรอออกอีก หากเจ้าหน้าที่จับไม่ได้ จะต้องมียาเสพติดน้ำหนักเป็นตันออกนอกประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาเราประสานกับหน่วยงานยาเสพติดกับประเทศมาเลเซียมาตลอด ถ้าการขนยาเสพติดรอบนี้หลุดเราไปได้ ทางมาเลเซียก็สามารถเข้าจับกุมได้ทันที นอกจากนี้ กรณีหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) จับยาบ้าได้ 11 ล้านเม็ดที่ จ.นครพนม ก็มีการประสาน บช.ปส.มา ซึ่งตอนเข้าจับกุมมีผู้ต้องสงสัย 1 คนบนเรือ เพราะว่ายน้ำไม่เป็น ส่วนที่เหลือหนีหมด ขณะนี้ ทาง สปป.ลาว ให้ข้อมูลมาว่าสามารถกักตัวคนที่อยู่ในระดับสั่งการได้แล้ว
พล.ต.ท.สมหมาย เปิดเผยต่อไปว่า การที่ยาเสพติดเข้ามาในประเทศไทยมาก แสดงว่าความต้องการยังมีอยู่มาก ตนกำลังทำเรื่องเสียงแทนจากลำน้ำโขง เพื่อจะบอกว่า ต้นไม้พิษที่อยู่ตรงนั้นคือใคร ซึ่งตอนนี้รู้ตัวแล้ว บอกได้แค่ว่าใหญ่มาก ใหญ่กว่านายไซซะนะ แก้วพิมพา และท้าวสีสุดอีก ทั้งนี้ ปี 2560 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่กวาดล้างยาเสพติด ทำให้ตอนนี้เครือข่ายปั่นป่วน แต่ที่ห่วงมากที่สุด คือ กลัวมีการเปลี่ยนค่าสกุลเงินเป็นบิทคอยน์ ซึ่งเรากำลังอบรมเรื่องนี้อยู่ ส่วนการลักลอบขนผ่านระบบโลจิสติกส์ นั้น เจ้าหน้าที่ตรวจได้ยาก เพราะมีกฎหมายเฉพาะ และเราตรวจค้นตู้คอนเทนเนอร์ไม่ได้ ต้องพึ่งกรมศุลกากรเป็นหลัก เนื่องจากมีเครื่องเอกซเรย์ ซึ่งก็มีการร่วมมือกันมาตลอด
พล.ต.ท.สมหมาย เปิดเผยอีกว่า การจับโคเคนทั้ง 3 คดี ตรวจสอบแล้วมีความเชื่อมโยงกัน แสดงว่า ขบวนการเรื่องโคเคนชะล่าใจ เชื่อว่าหลุดไปมากแต่เมื่อเจ้าหน้าที่ผนึกกำลังกันก็จับได้มากขึ้น ซึ่งครั้งนี้พบว่าผู้ขนมีรูปแบบใหม่ โดยซุกซ่อนมากับกระเป๋าเดินทาง สำหรับสถานการณ์โคเคนในประเทศไทยไม่ระบาดมากนัก ความนิยมส่วนใหญ่อยู่ในแวดวงไฮโซ คนธรรมดาซื้อไม่ได้เพราะราคาแพง ส่วนจะมีดาราเกี่ยวข้องหรือไม่ยังไม่พูด บอกแค่มีแน่ คนพวกนี้มีเงินมาก จะไม่ขายแต่เสพ ตอนนี้อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีข้อมูลของป.ป.ส.ว่าตอนนี้มีคนเสพเฮโรอีนมากกว่ายาบ้า ทางบช.ปส.คิดเห็นอย่างไร ผบช.ปส.ตอบว่า แสดงว่าเจ้าหน้าที่จับกุมยาบ้าอยู่หมัด ทำให้เฮโรอีนทะลักเข้ามา ซึ่งตามปกติ เฮโรอีนผลิตยากกว่ายาบ้า ต้องสกัดจากฝิ่นที่มีพื้นที่ปลูกน้อยลง และค่านิยมคนเสพชอบของใหม่ๆรวมถึงของที่หายาก

