เมื่อวันที่ 25 มกราคม ที่รัฐสภา นายปิ่น นันทะเสน นายกสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข เดินทางเข้ายื่นร่างพระราชบัญญัติระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ พ.ศ. …. ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยระบุว่า จากรายงานผลการวิจัย “อีก 15 ปีข้างหน้า ค่าใช้จ่ายสาธารณะด้านสุขภาพของไทยจะเป็น อย่างไร?” ของสถาบันการวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เมื่อวันที่ 23 มกราคมที่ผ่านมา พบว่าประเทศไทยได้ ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว โดยในปี พ.ศ.2560 สัดส่วนผู้สูงอายุอยู่ที่ร้อยละ 17 ของประชากรประเทศ และใน 15 ปีข้างหน้า (ปี พ.ศ.2575) จะเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนร้อยละ 25 ของประชากรประเทศ ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ของประเทศเพิ่มขึ้น และเมื่อวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ พบว่าในปี 2575 ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศไทย อยู่ที่ 4.8 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ หากไม่มีมาตรการเพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศในปี 2575 จะก้าว กระโดดขึ้นไป 1.8 ล้านล้านบาท นับเป็นเรื่องน่าเป็นห่วง แม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลจะพยายามหามาตรการควบคุม ออกมาพอควร โดยเฉพาะการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค แต่ยังขาดความชัดเจน นอกจากนี้ยังพบปัญหาความไม่ เป็นธรรมในการเข้าถึงยา ปัญหาการใช้ยาเกินจำเป็น และปัญหาเชื้อโรคดื้อยา รวมถึงปัญหาโรคอุบัติใหม่ ปัญหาเรื่อง การผลิตและกระจายบุคลากรแบบมีความหลากหลายและสมดุล (Skill mix) อย่างเหมาะสม การสนับสนุนเรื่องการใช้ ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ และการส่งเสริมและสนับสนุนบทบาทขององค์กรหรือกลุ่มผู้บริโภค
ประเทศไทยมีความคาดหวังในระบบสุขภาพไทยที่พึงประสงค์ ในอีก 15 ปีข้างหน้า ที่เน้นการสร้าง เสริมสุขภาพ การมีสิ่งแวดล้อมที่อำนวยต่อการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ประชาชนในประเทศไทยควรได้รับการปลูกฝังความรู้และเท่าทันด้านสุขภาพ สุขภาพดีทุกกลุ่มวัยด้วยการสร้างเสริมสุขภาพ และมีบริการสุขภาพที่ตั้งอยู่ใน ชุมชน สะดวก รวดเร็ว ด้วยการยกระดับบริการด้วยเทคโนโลยี มาตรา 55 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้กำหนดให้รัฐ ต้องดำเนินการให้ประชาชน ได้รับบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง เสริมสร้างให้ประชาชนมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการส่งเสริม สุขภาพและการป้องกันโรค ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการพัฒนาภูมิปัญญาด้านแพทย์แผนไทยให้เกิดประโยชน์สูงสุด
โดยบริการสาธารณสุขดังกล่าวต้องครอบคลุมการส่งเสริมสุขภาพ การควบคุม และป้องกันโรค การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสุขภาพด้วย และรัฐต้องพัฒนาการบริการสาธารณสุขให้มีคุณภาพและมีมาตรฐานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมาตรา 258 ช. (5) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้กำหนดให้ดำเนินการปฏิรูปประเทศโดยให้มีระบบ การแพทย์ปฐมภูมิที่มีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวดูแลประชาชนในสัดส่วนที่เหมาะสม จากปัญหาด้านสุขภาพของประเทศไทย กอปรกับระบบสุขภาพที่พึงประสงค์ และรัฐธรรมนูญของ ประเทศไทยฉบับปัจจุบัน สมาคมวิชาชีพสาธารณสุขและเครือข่ายสาธารณสุข จึงได้จัดทำและยื่นร่างพระราชบัญญัติ ระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ พ.ศ. …. ต่อประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทั้งนี้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะทำให้ พลเมืองไทยได้รับบริการด้านสุขภาพที่ใกล้บ้าน บริการรักษาพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค แพทย์แผนไทย ฟื้นฟูสมรรถภาพ และบริการเชิงรุก เช่น มีทีมบริการสุขภาพปฐมภูมิไปเยี่ยมบ้านผู้สูงอายุติดเตียง ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่มีคุณภาพ มาตรฐานและทั่วถึงเท่าเทียมกันทั้งประเทศ

