สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าภูเขียว มีพื้นที่ 420 ไร่ มีภารกิจ และหน้าที่คือ เพาะเลี้ยงสัตว์ป่าหายากและใกล้สูญพันธุ์ รวมไปถึงสัตว์ป่าที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ ศึกษา วิจัย ค้นคว้า ด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า รวมไปถึงการแก้ปัญหาสัตว์ป่า เพาะเลี้ยงและปล่อยสัตว์ป่าคืนธรรมชาติ และดูแลสัตว์ป่าของกลาง โดยเวลานี้ มีสัตว์ป่าของกลางที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดี และที่คดีสิ้นสุดแล้ว 438 ตัว
สมพงค์ บุญสนอง หัวหน้าสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าภูเขียว จ.ชัยภูมิ บอกว่า เดิมทีนั้น สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าภูเขียวชื่อ “สถานีไก่ฟ้า” เพราะ มีศักยภาพในการผลิตสัตว์ในตระกูล ไก่ฟ้า ดังนั้นในพื้นที่ของสถานีฯ มีไก่ฟ้าที่ถูกเพาะเลี้ยงที่ได้รับการเพาะพันธุ์ เพื่อเตรียมการสำหรับปล่อยคืนสู่ป่าจำนวนมาก เช่น ไก่ฟ้าหลังขาว ไก่ฟ้าพญาลอ ไก่ฟ้าหลังเทาแข้งแดง ไก่ฟ้าหน้าเขียว นอกจากนี้มีนกยูงไทย นกยูงอินเดีย นกหว้า และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น กวางป่า เนื้อทราย ละอง หรือละมั่ง เนื้อทราย เก้ง หมีควาย ลิง เสือโคร่ง เสือดาว งูเหลือม งูหลาม จระเข้น้ำจืด เต่าปูลู เต่าหก เต่าหับ เป็นต้น แต่ในบรรดาสัตว์ป่าของกลางที่ได้รับความสนใจจากทุกคนที่เข้าไปเยี่ยมชมสถานที่แห่งนี้ ย่อมหนีไม่พ้นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ อย่างเสือโคร่ง เสือดาว และหมี โดยเราดูแลเสือของกลางทั้งหมด 15 ตัว เป็นเสือโคร่ง 14 ตัว เสือดาว 1 ตัว หมีควาย 9 ตัว และหมีหมา 3 ตัว
ทองม้วน ตราเงิน พนักงานราชการประจำสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าภูเขียว ผู้ทำหน้าที่เลี้ยงเสือ ของกลางทั้งหมด ของสถานี กล่าวว่า ทำงานในสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าภูเขียวมานาน หน้าที่หนึ่งที่ภูมิใจอย่างมาก คือ ได้รับมอบหมายให้ดูแลเสือของกลาง ที่เจ้าหน้าที่ไปยึดเอามา

เสือมุนิน หรือ พ่อศิลา
เสือทุกตัวคุ้นเคยกับลุงทองม้วนเป็นอย่างดี คนที่ไปเห็นครั้งแรกแทบจะไม่เชื่อสายตาเลยหากไม่เห็นภาพตรงหน้า ภาพที่ลุงทองม้วนตะโกนเรียกเจ้าสัตว์หน้าขนตัวมหึมา น้ำหนักไม่ต่ำกว่า 200 กิโลกรัม ให้มาศิโรราบอยู่ปลายเท้า แถมยังเข้ามาคลอเคลียร์เหมือนลูกแมวตัวน้อย
“เมื่อ 4 ปีก่อน เรารับลูกเสือที่ยังไม่หย่านมมา 2 ตัว ตอนนั้นละครเรื่อง แรเงาดังมาก เราตั้งชื่อเจ้าเสือน้อยว่า มุนิน กับ มุตา แต่ผมชอบเรียกมุนินว่า เจ้าศิลา มันเป็นเสือตัวผู้ที่น่ารักและน่าสงสารมาก ผมป้อนนมพวกมันมาตั้งแต่เล็ก อยู่ด้วยกันทุกวันทั้งวัน พวกมันอยู่นอกกรงอยู่ 1 ปีเต็มๆ ตอนนั้นก็โตพอสมควรแล้ว แต่เราก็ยังเล่นกันเหมือนเล่นกับแมวกับหมา พวกมันน่ารัก ขี้เล่น แต่พอโตมาก น้ำหนักมาก เราก็ต้องเอาไปไว้ในกรง ให้อาหารผ่านกรง ดูๆไปก็น่าสงสารครับ “ลุงทองม้วนบอก ระหว่างนั้น เจ้ามุนิน หรือ เจ้าศิลา และเจ้ามุตา ก็ยังมาคลอเคลียลุงทองม้วนตลอดเวลา ซึ่งหากไม่มีกรงกั้นอยู่ ยอมรับว่า คนที่ไปเยือนคงไม่กล้ายืนยิ้มอยู่แถวๆนั้นเป็นแน่
“ตัวเล็กๆ (ซึ่งจริงๆไม่เล็กเลย แต่คงเล็กในสายตาลุงทองม้วน) ชื่อเจ้าน้ำพอง น้ำมูน และน้ำชี พวกมันขี้เล่นทุกตัว ไม่ดุเลย แต่กับคนแปลกหน้าอาจจะมีคำรามใส่บ้างตามสัญชาติญาณ”
ถ้าให้ลุงเข้าไปในกรง เอาอาหารให้พวกมัน ลุงยังกล้าเข้าไปไหมคะ คนไปเยือนถาม
ลุงยิ้มแล้วบอกว่า ไม่กล้าเข้าไป เพราะตอนนี้ พวกนี้ตัวใหญ่มาก เจตนามันอาจจะไม่คิดทำร้าย อาจจะอยากเล่นด้วย แต่ด้วยกำลังมันมหาศาล เขี้ยวเล็บก็คมกริบ มันแค่ตะปบหยอกเล่นๆก็อาจจะตายได้ แต่หากอยู่กันตัวต่อตัว ตัวใดตัวหนึ่ง ก็พออยู่ได้ พอรับมือได้อยู่
“มันจำกลิ่นเราได้ ถ้าอยู่กัน 2 คน กับผมตัวใดตัวหนึ่ง มันก็กระโดดใส่ เหมือนจะกอดเราเลย แต่ถ้าผมคนเดียว พวกมัน 2 ตัวขึ้นไป นี่ไม่ไหว ลองนึกภาพที่มันกระโจนใส่ผมพร้อมๆกันทุกตัว เราไม่เสี่ยงดีกว่าครับ”ลุงทองม้วน บอกอย่างอารมณ์ดี
ก่อนกลับวันนั้น ลุงทองม้วนบอกว่า หากเสือพวกนี้ไม่ต้องมาอยู่ในสถานีเพาะพันธุ์สัตว์ป่า ป่านนี้มันคงเป็นเสือสง่างามอยู่ในป่าแล้ว ตอนนั้น หรือแม้แต่ตอนนี้หากเราปล่อยไปมันก็คงอยู่ไม่ได้ เราก็ทำดีที่สุดไปตามหน้าที่แล้ว ถ้าเป็นไปได้ ก็ไม่อยากให้ใครต้องไปพรากลูกเสือมาจากป่าเลย

