ความหน้ากรณีกลุ่มผู้ใช้แรงงานยังไม่พอใจในตัวเลขการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ประจำปี 2561 และผู้แทนคณะกรรมการสมานฉันท์แห่งประเทศไทย (คสรท.) เตรียมเข้าหารือกับ พล.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ก่อนที่จะมีการเสนอตัวเลขเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 30 มกราคมนี้ นั้น
เมื่อเวลา 13.45 น.วันที่ 29 มกราคม นายชาลี ลอยสูง รองประธาน คสรท.ได้เข้าพบ พล.ต.อ.อดุลย์ โดยเป็นการหารือตามลำพังซึ่งปรากฎว่าไม่ได้มีการหารือเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำ มีเพียงหยิบยกกรณีปัญหาด้านแรงงานสัมพันธ์มาพูดคุย ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นได้มีการแจ้งกำหนดการว่าจะหารือในเรื่องการทบทวนค่าจ้างขั้นต่ำ อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการหารือ พล.ต.อ.อดุลย์ ได้สอบถามถึงประเด็นค่าจ้างขึ้นเอง
พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวว่า วันนี้เป็นการหารือกันในเรื่องของการดูแลแรงงานในภาพรวม แต่ด้วยความเป็นห่วง จึงได้สอบถามถึงประเด็นค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งนายชาลี ได้บอกถึงจุดยืนว่า ไม่ได้คัดค้าน แต่เสนอว่าขอให้เท่ากันทั่วประเทศ ซึ่งก็รับฟัง อย่างไรก็ตาม สำหรับเรื่องการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ยทั่วประเทศร้อยละ 5 ประมาณ 5-22 บาท ซึ่งถือเป็นการปรับค่าจ้างในรอบ 3 ปี ส่วนที่ว่าอาจจะกระทบต่อสถานประกอบกิจการขนาดกลางและขนาดเล็กหรือกลุ่มเอสเอ็มอีนั้น จริงๆเป็นระยะแรก แต่รัฐบาลก็มีมาตรการในการช่วยเหลือ อย่างเรื่องการลดหย่อนภาษี โดยกระทรวงการคลังจะนำเสนอเข้าที่ประชุม ครม.ซึ่งในส่วนของกระทรวงแรงงานนั้น ที่มีข้อกังวลเรื่องการไปลดเงินสมทบของนายจ้างเข้ากองทุนประกันสังคมนั้น ยังไม่มีการดำเนินการ โดยในการประชุม ครม.ในวันที่ 30 มกราคมนี้ จะเสนอประเด็นเรื่องการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเท่านั้น
“สำหรับข้อเสนอเรื่องการปรับโครงสร้างค่าจ้างรายปี โดยให้ค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเรื่องของการจ้างงานแรกเข้า และจากนั้นให้เข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างค่าจ้างรายปีนั้น เป็นข้อเสนอที่ผมพร้อมจะรับไว้และให้ทางคณะกรรมการค่าจ้างชุดที่ 20 ซึ่งเป็นบอร์ดชุดใหม่พิจารณาต่อไป” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าว
ด้าน นายชาลี กล่าวว่า ต้องการขอความช่วยเหลือด้านแรงงานสัมพันธ์ เนื่องจากมีปัญหามาก และเคยทำหนังสือส่งมาแล้ว แต่กลับไม่มีการตอบรับ แต่ครั้งนี้ปรากฏว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานมีความใส่ใจและรับดูแลปัญหาที่เกี่ยวกับลูกจ้าง ซึ่งขณะนี้ปัญหาที่ค้างคามานานเป็นระยะเวลา 5 ปีแล้ว คือ กรณีการมีโครงการโรงเรียนในโรงงาน ซึ่งเป็นความร่วมมือของอาชีวศึกษากับสถานประกอบการต่างๆ ในการให้เด็กอาชีวะเข้าไปฝึกงานและเมื่อฝึกเสร็จก็มีโอกาสได้งานทำ ซึ่งนับเป็นโครงการที่ดีมากในการให้โอกาสเด็กนักเรียน แต่ปัญหาคือ มีนายจ้างบางแห่งกลับฉกฉวยโอกาสจากโครงการนี้หาประโยชน์เข้าตนเอง
นายชาลี กล่าวอีกว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนมาว่า มีนายจ้างหลายแห่งฉกฉวยจากโครงการนี้ โดยการให้เด็กอาชีวศึกษามาฝึกงาน แต่ให้ทำงานจริงๆ และให้ค่าจ้างขั้นต่ำรายวัน และยังให้ทำโอที ปัญหาคือ นายจ้างเหล่านี้หันมาจ้างกลุ่มเด็กนักเรียนมากขึ้น แต่เป็นการจ้างโดยปราศจากสวัสดิการต่างๆ อย่างค่ารักษาพยาบาล หรือกรณีอุบัติเหตุจากการทำงาน ซึ่งในบางแห่งอาจมีค่ารักษาพยาบาลหรือค่าอุบัติเหตุระหว่างการทำงานให้ แต่ก็เป็นจำนวนไม่มาก ซึ่งในพื้นที่อุตสาหกรรมจะพบการจ้างงานลักษณะนี้มาก อย่างในจังหวัดแถบภาคตะวันออกก็พบมาก โดยสถานประกอบการบางแห่งมีการจ้างลักษณะนี้เป็นพันคน
“ตัวอย่างที่เห็นชัดอย่างเคยเกิดอุบัติเหตุขึ้นกับนักศึกษาหญิงรายหนึ่งที่ จระยอง เป็นข่าวดังมาก ซึ่งนักศึกษาหญิงไปฝึกงานโรงงานแห่งหนึ่ง แต่เกิดอุบัติเหตุเตาสารเคมีระเบิดและสารเคมีกระเด็นใส่หน้าและแขน โดยข่าวระบุว่าบริษัทไม่ให้ความช่วยเหลืออย่างดีพอ แต่เมื่อเป็นข่าวก็ออกมาช่วย ซึ่งผมมองว่าเรื่องนี้เป็นปัญหา และยังมีเคสลักษณะนี้อีกเยอะ ล่าสุดรัฐมนตรีฯ รับเรื่องนี้แล้ว และมอบให้นายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน เข้าไปตรวจสอบปัญหาลักษณะนี้แล้ว” นายชาลี กล่าว

