ราชวิทยาลัยสูติฯ ออกคู่มือคนมี ‘บุตร’ ยาก

31.01.18 | 15:21 น.

เมื่อวันที่ 31 มกราคม รศ.นพ.สุภักดี จุลวิจิตรพงษ์ ประธานอนุกรรมการเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ฯได้ออกคำแนะนำกรณีที่ไม่สมควรให้มีการใช้เทคโนโลยีช่วยในการตั้งครรภ์ ได้แก่ 1.หญิงอายุมากกว่า 48 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป 2.มีภาวะอ้วนรุนแรง ดัชนีมวลกายมากกว่า 40  3.เคยคลอดบุตรมาแล้ว 4 ครั้ง หรือผ่าคลอด 3 ครั้ง 4.ป่วยทางจิตเวชขั้นรุนแรง ที่จิตแพทย์ให้ความเห็นว่าไม่ควรตั้งครรภ์ 5.กรณีหญิงเป็นมะเร็งระยะลุกลาม 6.กรณีเคยได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะที่สำคัญ เช่น หัวใจ ตับ ไต และ7.กรณีที่มีโรคประจำตัวรุนแรงที่อาจเป็นอันตรายจากการตั้งครรภ์ เช่น โรคหัวใจที่มีความรุนแรง ตับวาย ไตวาย

“กรณีเหล่านี้ราชวิทยาลัยสูติฯแนะนำว่าไม่ควรใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์โดยให้หญิงนั้นตั้งครรภ์เอง เพราะอาจเกิดอันตรายจากการตั้งครรภ์ได้ จึงต้องป้องกันไม่ให้หญิงที่มีลักษณะตามข้อแนะนำตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตาม หากประสงค์อยากมีบุตร ควรไปใช้วิธีการอุ้มบุญแทน ซึ่งราชวิทยาลัยสูติฯจะเสนอไปยังคณะกรรมการคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยี ช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ หรือ กคทพ.เพื่อให้กรณีเหล่านี้เป็นเงื่อนไขที่ใช้ในการยื่นเพื่อพิจารณาขอให้ตั้งครรภ์แทนได้ แต่ต้องเป็นไปตามข้อกำหนดตามพ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีฯ รวมถึงกรณีผู้ที่ทำเด็กหลอดแก้ว 3 ครั้งแล้วไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ ปัจจุบันในทางปฏิบัติจะใช้เป็นเงื่อนไขในการตั้งครรภ์แทนได้เช่นกัน แต่อนาคตอาจจะต้องเพิ่มเติมทำเด็ดหลอดแก้วไม่ได้เนื่องจากมดลูกมีปัญหาด้วยจึงจะอนุญาต เพื่อประโยชน์ของผู้ป่วยที่มีปัญหาจริงๆ”รศ.นพ.สุภักดีกล่าว

รศ.นพ.สุภักดี กล่าวอีกว่า การใช้เทคโนโลยีช่วยในการตั้งครรภ์ สิ่งสำคัญที่อยากเน้นย้ำคือสูตินรีแพทย์ที่จะให้บริการในด้านนี้ จะต้องเป็นผู้ที่ได้รับวุฒิบัตรในอนุสาขาเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์เท่านั้น สูตินรีแพทย์ที่ยังอยู่ระหว่างการอบรมอนุสาขาอนุญาตให้ทำได้เฉพาะในสถานพยาบาลที่ฝึกอบรมและอยู่ภายใต้กำกับของสูตินรีแพทย์ที่รับวุฒิบัตรอนุสาขา  ไม่สามารถไปทำที่สถานพยาบาลอื่นได้ อย่างไรก็ตาม     กรณีการตรวจคัดกรองพันธุกรรมตัวอ่อนให้กระทำได้ในกรณีที่กฎหมายกำหนดคือกรณีจำเป็นและสมควรตามประกาศแพทยสภา อาทิ สามีหรือภรรยามีพันธุกรรมผิดปกติ มีประวัติการตั้งครรภ์ที่ทารกมีความพิการหรือเป็นโรคหรือความผิดปกติที่รุนแรง  มีประวัติการแท้งบุตร เป็นต้น   นอกจากนี้ ราชวิทยาลัยสูติฯจะออกคำแนะนำในการตรวจคัดกรองพันธุกรรมตัวอ่อนในเร็วๆนี้ว่า ไม่ถือเป็นมาตรฐานในรักษาด้วยการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ เนื่องจากมีทั้งข้อดีและข้อเสีย คือ ราคาแพง ความแม่นยำไม่ 100 % เพราะฉะนั้น ในหญิงที่อายุ 35 ปีขึ้นไปซึ่งอุบัติการณ์เด็กในท้องมีความเสี่ยงที่ผิดปกติเพิ่มขึ้นตามอายุมารดานั้น สามารถตรวจคัดกรองตัวอ่อนได้ตามความสมัครใจและต้องการของหญิงตั้งครรภ์

รศ.นพ.สุภักดี กล่าวอีกว่า ราชวิทยาลัยสูติฯจะออกคำแนะนำในเรื่องจำนวนการย้ายกลับตัวอ่อนเข้าสู่มดลูกด้วยว่า  กรณีที่ควรย้ายกลับตัวอ่อนเพียง 1 ตัว คือ 1.หญิงตั้งครรภ์มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน หัวใจ เป็นต้น 2.มีประวัติสุขภาพที่เสี่ยงหากตั้งครรภ์แฝด เสี่ยงที่จะมดลูกแตก เช่น อายุมากกว่า 45 ปี เป็นต้น 3.เป็นการทำครั้งแรก 4.ไม่เคยมีประวัติตั้งครรภ์แต่อายุ  กรณีการย้ายกลับตัวอ่อน 3 ตัวเฉพาะกรณี 1.อายุมากกว่า 42 ปีขึ้นไปไม่มีตัวอ่อนคุณภาพ มีการย้ายกลับตัวอ่อนมาแล้ว 2 ครั้งขึ้นไปแต่ยังไม่ตั้งครรภ์  และย้ายกลับตัวอ่อน 2 ตัว ซึ่งจะเป็นเด็กแฝดให้เป็นการรับรู้รับทราบร่วมกันระหว่างแพทย์และพ่อแม่เด็ก แต่จะต้องไม่อยู่ในข้อกำหนดที่ให้ย้ายกลับตัวอ่อนได้เพียง 1 ตัว

“ราชวิทยาลัยสูติฯต้องออกคำแนะนำเรื่องจำนวนการย้ายกลับตัวอ่อน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการฟ้องร้องกรณีที่สูติแพทย์ทำให้หญิงตั้งครรภ์แฝด2 หรือ 3 โดยที่ผู้ตั้งครรภ์ไม่รับทราบหรือไม่ได้ยินยอมมาก่อน อีกทั้ง บ่อยครั้งที่แพทย์ที่ทำให้เกิดการตั้งครรภ์กับแพทย์ที่รับฝากครรภ์และทำคลอดเป็นคนละคนกัน ทำให้มีการปีนเกลียวระหว่างแพทย์ แพทย์ที่รับฝากครรภ์เริ่มบอกว่าท้องแฝด 3 ไม่รับฝากครรภ์ หรือบางคนบอกเลยว่าถ้าท้องจากการทำเด็กหลอดแก้วไม่รับฝาก”รศ.นพ.สุภักดีกล่าว

Advertisement