เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.ธนิตศักดิ์ ธีระสวัสดิ์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท. พ.ต.ท.อาริศ คูประสิทธิ์รัตน์ รอง ผกก. บก.สปพ. นายพีระพัฒน์ อิงพงษ์พันธ์ ผู้อำนวยการกองคดี 1 เป็นผู้แทนสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) พร้อมด้วยผู้แทนธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ผู้แทนธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้แทนธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และผู้แทนธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ส่งมอบเงินของผู้เสียหายบางส่วนที่สามารถยับยั้งการถอนจากมิจฉาชีพได้ ร่วมกันคืนเงินจากการถูกหลอกลวงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ คืนเงินให้กับผู้เสียหายจำนวน 16 ราย รวมเป็นเงินจำนวน 3,291,887 บาท
พล.ต.ต.สุรเชษฐ์กล่าวว่า ตำรวจยังคงเดินหน้าติดตามกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติอย่างต่อเนื่อง โดยประสานงานกับ ปปง.ในการตรวจสอบเส้นทางการเงินเพื่ออายัดเงินคืนผู้เสียหาย รวมถึงประสาน กสทช.เพื่อบล๊อกหมายเลขโทรศัพท์ที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้โทรหลอกลวงเหยื่อ จากการสืบสวนสอบสวนพบว่ามีกลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์จำนวน 7-8 กลุ่ม ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับกุม บางส่วนก็หนีไปต่างประเทศ ทำให้จำนวนคนร้ายลดน้อยลง สถิติการจับกุมก็ลดลงตามไปด้วย เหลืออยู่ประมาณ 2-3 กลุ่มเท่านั้นที่ต้องทำการสืบสวนจับกุม ขณะนี้ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา ประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศเดียวและประเทศแรกที่สามารถอายัดและคืนเงินให้กับผู้เสียหายได้จำนวนมาก
ส่วนกรณีที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้ช่องทางนำเงินไปลงทุนโดยโอนเข้าระบบสกุลเงินดิจิทัลหรือบิตคอยน์นั้น ตำรวจได้เสนอไปยังรัฐบาลให้พิจารณาเพิ่มกฎหมายในการควบคุมสกุลเงินดิจิทัลแล้ว อีกทั้งยังประสานกับบริษัทตัวกลางบิตคอยน์ในประเทศไทย เพื่อช่วยตรวจสอบและอายัดก่อนที่เงินจะถูกโอนไปยังต่างประเทศ เพราะหากเงินถูกโอนเข้าสู่ระบบกลางในต่างประเทศจะไม่สามารถอายัดได้ ฉะนั้น เหยื่อที่รู้ตัวว่าถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวง ให้รีบโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ที่สายด่วน 1155 และ 1710 โดยเร็ว เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้เร่งดำเนินการอายัดเงินได้ทัน ยิ่งแจ้งเร็วเท่าไหร่ก็จะทำให้ผู้เสียหายได้เงินคืนเต็มจำนวนเร็วเท่านั้น ฝากถึงประชาชนทั่วประเทศ ไม่ต้องกังวลการทำธุรกรรมทางการเงิน สามารถทำธุรกรรมได้ตามปกติ
สำหรับสถิติเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตั้งแต่การจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการ สำนักงาน ปปง. มีผู้แจ้งผ่านสายด่วน ปปง. 1710 ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 จนถึงปัจจุบัน (1 กุมภาพันธ์ 2561) มีผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินจำนวน 210 ราย เหตุเกิดแล้วรีบแจ้ง 88 ราย เหตุเกิดแล้วแจ้งภายหลัง 122 ราย รวมมูลค่าความเสียหายประมาณ 81,517,259.53 บาท สามารถยับยั้งและช่วยเหลือได้จำนวน 33 ราย มูลค่ารวม 15,189,532.08 บาท

