ยกเครื่องศูนย์ CCOC นครบาลเสริมเขี้ยวเล็บจับโจร เชื่อมกล้องวงจรปิดกทม.50,000ตัว

2.02.18 | 14:40 น.

ศูนย์ปฏิบัติการและควบคุมการสืบสวนคดีสำคัญ (CCOC) หรือ Command And Control Operations Center จัดเป็นการบูรณางานสืบสวนจับกุมคนร้ายคดีสำคัญๆ มาตั้งแต่ปี 2548 หรือกว่า 13 ปีมาแล้ว

ย้อนกลับไปผู้ก่อตั้งศูนย์ CCOC ให้วงการนักสืบไทย หรือวางรากฐานให้ กองบังคับการสืบสวนสอบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาล(บก.สส.บช.น.)เติบโตมาได้จนวันนี้ คือ พ.ต.อ.ปรีชา ธิมามนตรี สมัยดำรงตำแหน่งเป็น รอง ผบก.หน.ศส.บช.น. หรือผู้นำหน่วยสืบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาลคนแรก

ครั้งนั้น พ.ต.อ.ปรีชา เดินทางไปฝึกอบรมหลักสูตรสืบสวนจากประเทศสหรัฐอเมริกาและนำมาปรับใช้กับการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในประเทศไทย เพื่อความรวดเร็ว แม่นยำ และอำนวยความสะดวกให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยผู้อำนวยการหรือหัวหน้าการสืบสวนคดีและทีมบริหารงานสืบสวนจะเป็นผู้ควบคุม สั่งการ สนับสนุน แก้ไข ช่วยเหลือ ตรวจสอบข้อมูลการปฏิบัติทุกเรื่องให้กับชุดปฏิบัติ

ส่วนชุดปฏิบัติจะมีการเตรียมและตรวจสอบข้อมูลก่อนออกปฏิบัติหน้าที่ตามรายการที่ต้องตรวจสอบ เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ CCOC ได้เชื่อมต่อข้อมูลกับหน่วยงานภายในและภายนอกไว้แล้ว วางแผน ซักซ้อม แล้วออกปฏิบัติ สรุปผลการปฏิบัติ ถ่ายภาพนิ่งหรือวิดีโอระหว่างปฏิบัติหน้าที่เพื่อรวบรวมหลักฐานและเพื่อทำรายงานนำเสนอ(presentation) ด้วยการพูดต่อที่ประชุมทุกวัน เขียนรายงานการสืบสวนอย่างเป็นระบบตามความเป็นจริงตลอดจนการเก็บข้อมูลต่อเนื่อง ให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างถูกต้องตามหลักสิทธิมนุษยชน CCOC และผู้ปฏิบัติจะทำงานสื่อสารกัน( two-way communication)

Advertisement

ความสำเร็จในการจับกุมคนร้ายที่ได้จากศูนย์ฯ CCOC ในยุคนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นแต่ในพื้นที่บช.น. มีการนำเอาระบบศูนย์ฯ CCOC ของชุดสืบสวนตำรวจนครบาล ซึ่งเป็นต้นแบบ ไปก่อตั้งเพิ่มเติมในพื้นที่ศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้าตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่สืบสวนติดตามจับกุมคนร้ายคดีความมั่นคงให้สำเร็จลุล่วงได้จำนวนหลายหมายจับ

กระทั่งพัฒนาการล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา พล.ต.ต.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ ผบก.สส.บช.น. มีความคิดผสมผสานเทคโนโลยีใหม่ๆของระบบ CCOC เข้ากับงานสืบสวนให้เต็มรูปแบบยิ่งขึ้น จึงสั่งการให้ พ.ต.อ.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบก.สส.บช.น. แปลงโฉมห้องฝึกอบรมของกองบังคับการสืบสวน ให้เป็นศูนย์ปฏิบัติการและควบคุมการสืบสวนคดีสำคัญ (CCOC) หรือ Command And Control Operations Center อย่างเป็นกิจจะลักษณะ

เป็น การปรับปรุง ศูนย์ฯ CCOC ที่มีอยู่แล้วให้มีความทันสมัยไฉไล รองรับการทำงาน ต่อสู้กับอาชญากรร้ายที่นับวันจะยิ่งมีวิธีการซับซ้อนมากขึ้นในอนาคต มีการเชื่อมโยงระบบสืบค้นข้อมูลหมายจับคดีค้างเก่า ทะเบียนราษฎร์ ใบอนุญาตขับขี่ เส้นทางธุรกรรมทางธนาคารของผู้ต้องสงสัยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว

นอกจากนี้ ทาง บก.สส.บช.น.ยังได้จับมือกับ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อขอเชื่อมโยงระบบภาพกล้องวงจรปิดกว่า 50,000 ตัว ทั่วทั้งพื้นที่กทม.เข้ากับศูนย์ฯ CCOC แห่งนี้ เป็นเขี้ยวเล็บเสริมทัพงานสืบสวนอีกทางหนึ่ง

พล.ต.ต.อิทธิพล กล่าวว่า เทคโนโลยีมีความสำคัญมากต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ การต่อยอดศูนย์ฯ CCOC ระดับ บช.น.นั้น ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สส.บช.น. แล้วเสร็จในช่วงที่มีพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทางบก.สส.บช.น.ได้นำระบบการทำงาน CCOC มาใช้ และได้มีการประสานขอเชื่อมต่อภาพจากกล้องวงจรปิดจากกรุงเทพมหานครทุกเส้นทางที่มีขบวนเสด็จ และบริเวณโดยรอบพระราชพิธี เพื่อป้องกันเหตุ รวมถึงตรวจสอบบุคคล โดยความร่วมมือดังกล่าวน่าพอใจอย่างมาก เนื่องจากครอบคลุมทุกพื้นที่โดยที่ผู้อำนวยการศูนย์ฯ CCOC จะเป็นผู้สั่งการอยู่ภายในศูนย์สั่งการ อย่างไรก็ตามเมื่อพระราชพิธีสิ้นสุดลง ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ประสานขอกล้องวงจรปิดจากทางกรุงเทพมหานครทั้งหมดที่มีอยู่ดึงเข้าศูนย์กลางของ CCOC เพื่อง่ายต่อการตรวจสอบเวลาเกิดเหตุอาชญากรรม อีกทั้งยังสามารถตรวจสอบหมายจับค้างเก่าย้อนหลังได้อีกด้วย

ด้าน พ.ต.อ.นพศิลป์ เผยว่า จุดประสงค์ที่พัฒนาศูนย์ฯ CCOC ขึ้นมา ต้องการให้เป็นจุดศูนย์กลางในการรวบรวมข้อมูลสำคัญที่เรามีอยู่ โดยใช้จุดแข็งของการทำงานระบบCCOC คือผู้สั่งการหรือผู้ปฏิบัติงานไม่จำเป็นต้องเข้ามายังศูนย์สั่งการ ทุกฝ่ายสามารถรายงานการทำงาน หรือสั่งการได้ผ่านโทรศัพท์มือถือ มีการเฟซไทม์ รายงานพื้นที่ในที่เกิดเหตุนั้นๆ โดยลิงก์ข้อมูลไปยังจอศูนย์กลางของหน่วยงาน ล่าสุดเมื่อห้วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมาทางบช.น.มีนโยบายกวาดล้างอาชญากรรมตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2560- 4 มกราคม 2561 บก.สส.บช.น.ใช้ระบบ CCOC ตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับค้างเก่าได้จำนวน 286 หมาย

“หนึ่งในนั้นคือ ผู้ต้องหาคดียักยอกและฉ้อโกง “ฉายานักบินในตำนาน” เป็นผู้ต้องหาที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องการตัวมากที่สุด หนีคดีร่วม 5 ปี มีหมายจับติดตัว 9 หมายจับ นอกจากนี้ทาง บก.สส.บช.น. ยังนำระบบ CCOC ดังกล่าวมาใช้งาน โดยการเอาข้อมูลของผู้ต้องขังที่อยู่ในเรือนจำหลายแห่งทั่วประเทศ มาดูว่า เคยมีหมายจับค้างเก่าหรือไม่ ปรากฏว่ามีผู้ต้องขังที่มีหมายจับอยู่ข้างนอกแต่ตัวอยู่ในเรือนจำกว่า3,000ราย โดยจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป”พ.ต.อ.นพศิลป์ระบุ