เมื่อวันที่ 31 มกราคมที่ผ่านมา ที่ศาลปกครองกลาง ถ.แจ้งวัฒนะ ศาลปกครองกลางอ่านคำพิพากษาที่นายวิทยา สิงหะไกรวรรณ กับพวกรวม 21 คน ซึ่งเป็นผู้ฟ้องคดีที่ได้รับแต่งตั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการเขตตามคำสั่งกรุงเทพมหานคร ที่ 6108/2555 ยื่นฟ้องคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการกรุงเทพมหานคร(ก.พ.ค. กทม.) และบุคลากรกรุงเทพมหานคร ผู้ถูกฟ้องคดี กรณีการดำเนินการของคณะกรรมการคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการเขตตามคำสั่งกรุงเทพมหานคร ไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ย่อยในการประเมินและให้คะแนนให้ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญตามที่กฎหมายกำหนด จึงวินิจฉัยให้ผู้ว่าฯ กทม. ยกเลิกคำสั่งดังกล่าวบางส่วนเฉพาะตำแหน่งผู้อำนวยการเขต 21 ราย
ซึ่งผู้ฟ้องคดีทั้ง 21 คนเห็นว่าคำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย สร้างความเสียหายต่อระบบกฎหมาย ขัดต่อหลักนิติธรรม นิติรัฐ และก้าวล่วงขอบเขตแห่งอำนาจ ดุลพินิจของผู้บังคับบัญชาของผู้ว่าฯ กทม. รวมทั้งดุลพินิจปลัด กทม. และคณะกรรมการการคัดเลือก อีกทั้งยังเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ได้ดำเนินการตามรูปแบบขั้นตอน ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดี และขอให้ทุเลาหรือระงับการปฏิบัติตามคำวินิจฉัยไว้ก่อนจนกว่าจะมีคำพิพากษา
ซึ่งศาลปกครองมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำวินิจฉัยไว้เป็นการชั่วคราวเอาไว้
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การคัดเลือกข้าราชการ กทม. เพื่อดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการระดับสูง เป็นการดำเนินการหลังจาก พ.ร.บ.ข้าราชการ กทม.ฯ พ.ศ.2554 ซึ่งบทเฉพาะกาลมาตรา 80 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในระหว่างที่ยังไม่ได้ตราพระราชกฤษฎีกา ให้นำพระราชกฤษฎีกาหรือข้อกำหนดอื่นซึ่งใช้บังคับกับ กทม. อยู่เดิมมาบังคับใช้โดยอนุโลม เท่าที่ไม่ขัดแย้งกับ พ.ร.บ.นี้ ดังนั้นการที่กรรมการมีมติในที่ประชุมเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2554 และ 3 กันยายน 2555 อนุมัติกำหนดแนวทางการบรรจุแต่งตั้งข้าราชการ กทม. โดยนำหลักเกณฑ์เดิมมาใช้กับการคัดเลือกข้าราชการ กทม. จึงเป็นการนำหลักเกณฑ์ วิธีการ ตามแนวทางการคัดเลือกมาใช้โดยอนุโลม ซึ่งการนำหลักเกณฑ์ดังกล่าวมาใช้จะต้องเป็นประเด็นสอดคล้องกับกฎหมายที่ กทม. ใช้บริหารงานบุคคลคือ ต้องไม่ขัดแย้งกับ พ.ร.บ.ข้าราชการ กทม.ฯ พ.ศ.2554 มาตรา 41 ที่บัญญัติหลักเกณฑ์โดยคำนึงถึงความรู้ความสามารถ เสมอภาค เป็นธรรม และประโยชน์ของทางราชการ โดยเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการคัดเลือกตามคำสั่ง กทม. ที่ 4794/2555
แต่เมื่อพิจารณาหลักเกณฑ์คัดเลือกตามมติที่ประชุมคณะกรรมการที่ได้ทำการคัดเลือกโดยทำการประเมินบุคคล เทียบข้อมูลบุคคลและพิจารณาผลงานที่ปรากฏในเอกสารของผู้ได้รับการเสนอชื่อ ซึ่งเป็นการพิจารณาภาพรวมของบุคคลแล้วให้คะแนนแต่ละหัวข้อ โดยไม่มีรายละเอียดปลีกย่อยที่กำหนดน้ำหนักคะแนนแต่ละองค์ประกอบหลักที่แสดงให้เห็นว่าแต่ละหัวข้อมีรายละเอียดของคะแนนแต่ละส่วนเช่นใด จึงเป็นการให้ดุลพินิจคณะกรรมการคัดเลือกมากเกินความจำเป็น ใช้ดุลพินิจอย่างกว้างขวาง ไม่สามารถอธิบายเหตุที่มาของการให้คะแนนในแต่ละองค์ประกอบได้ชัดเจน การกำหนดเกณฑ์ประเมินดังกล่าวจึงเป็นความบกพร่องในสาระสำคัญ ไม่อาจบรรลุเจตนารมณ์ของมาตรา 41 (1) และ (3) แห่ง พ.ร.บ.ข้าราชการ กทม.ฯ
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว การที่ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งมีอำนาจตามข้อ 7 วรรคสอง (1) และ (4) ของกฎ ก.พ.ค. กทม.ว่าด้วยการร้องทุกข์และพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ ได้พิจารณาคำร้องทุกข์ของผู้ได้รับคัดเลือกในกลุ่มตำแหน่งสายบริหารปกครอง และพบความบกพร่องของการประเมินดังกล่าว
จึงได้มีคำวินิจฉัยให้ผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งเป็นคู่กรณีในการร้องทุกข์ยกเลิกคำสั่ง กทม.บางส่วน เฉพาะในตำแหน่ง ผอ.เขต 21 ตำแหน่ง ย้อนไปถึงวันที่ได้ออกคำสั่งดังกล่าว และดำเนินการพิจารณาคัดเลือกข้าราชการ กทม. เพื่อเลื่อนขึ้นแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผอ.เขต จากผู้มีคุณสมบัติและได้รับการเสนอชื่อเข้ารับการคัดเลือกอื่น ดังนั้นคำวินิจฉัยร้องทุกข์ของผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นไปตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้นแล้ว ข้ออ้างผู้ฟ้องคดีทั้ง 21 จึงไม่อาจรับฟังได้ พิพากษายกฟ้อง และให้คำสั่งของศาลที่ทุเลาการบังคับตามคำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดี ลงวันที่ 9 สิงหาคม 2556 สิ้นสุดลงเมื่อพ้นกำหนด 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คำสั่งแต่งตั้งดังกล่าวมีขึ้นในช่วงม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

