เช็กอัตราโทษ9ข้อหา ‘เปรมชัย’พรานซีอีโอ หนักสุดคุกถึง10ปีเก็บของป่าเขตป่าสงวน

8.02.18 | 16:07 น.

จากกรณีจับกุม นายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารและกรรมการบริษัท อิตาเลียนไทยดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และบ้านผู้ต้องหาคดีล่าสัตว์ป่าคุ้มครองในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี พร้อมพวกรวม4คน โดยแจ้งข้อกล่าวหาดำเนินคดีรวม9ข้อหานั้น โดยแต่ละข้อหามีอัตราโทษแตกต่างกันไปดังนี้

1. ฐานร่วมกันล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 36 ซึ่งต้องระวางโทษตามมาตรา 53 กล่าวคือ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน5ปีหรือปรับไม่เกิน5หมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

2. ฐานร่วมกันล่าสัตว์ป่าคุ้มครองโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 16 ซึ่งต้องระวางโทษตามมาตรา 47 กล่าวคือ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน4ปี หรือปรับไม่เกิน4หมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

3. ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งซากของสัตว์ป่าคุ้มครองโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 19 ซึ่งต้องระวางโทษตามมาตรา 47 กล่าวคือ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน4ปี หรือปรับไม่เกิน4หมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

4. ฐานร่วมกันพยามยามล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 36 ซึ่งต้องระวางโทษตามมาตรา 53 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 กล่าวคือ ต้องระวางโทษ2ใน3ส่วนของโทษจําคุกไม่เกิน5ปี หรือปรับไม่เกิน5หมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

Advertisement

5.ฐานร่วมกัน ช่วยซ่อนเร้น ช่วยพาเอาไปเสีย หรือรับไว้ด้วยประการใด ซึ่งซากของสัตว์ป่าอันได้มา โดยการกระทําความผิดตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 55 ต้องระวางโทษจําคุกไม1เกิน1ปี หรือปรับไม่เกิน1หมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

6. ฐานร่วมกันนําเครื่องมือสําหรับใช้ในการล่าสัตว์ป่าหรือจับสัตว์หรืออาวุธใดๆ เข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามข้อ 1 (1) ของกฎกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2538) ออกตามความตามมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 (ไม่มีบทกําหนดความผิดสําหรับการฝ่าฝืน)

7. ร่วมกันเข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 (ไม่มีบทกําหนดความผิดสําหรับการฝ่าฝืน)

“มาตรา 37 นอกจากพนักงานเจ้าหน้าที่หรือเจ้าพนักงานอื่นใดซึ่งต้องเข้าไปปฏิบัติการตามหน้าที่ ห้ามมิให้ผู้ใดเข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กําหนดในกฎกระทรวง” ตรวจสอบตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าฯ ไม่พบว่ามีบทบัญญัติที่กําหนดโทษสําหรับการฝ่าฝืนมาตรา37ไว้เลย ส่วนข้อหานําเครื่องมือสําหรับใช้ในการล่าสัตว์เข์าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่านั้น เป็นข้อห้ามสําหรับผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เมื่อคดีนี้ผู้ต้องหาไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าย่อมที่จะไม่เข้าองค์ประกอบตามมาตรา 37 วรรคสองที่ต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวง

อีกทั้งการฝ่าฝืนกฎกระทรวงที่ออกตามตามาตรา 37 วรรคสองก็ไม่ได้มีการกําหนดโทษไว้เช่นเดียวกับมาตรา37 วรรคหนึ่ง ดังนั้น อาจจะเป็นช่องว่างของกฎหมายที่ไม่สามารถลงโทษผู้ต้องหาในความผิดตามมาตรา 37 ได้ และจากการตรวจสอบเว็บไซต์ค้นคําพิพากษาศาลฎีกาก็ไม่ปรากฏว่ามีข้อมูลของการลงโทษผู้กระทําความผิดตามมาตรา 37 นี้มาก่อน แต่อาจต้องปรับบทในความผิดฐานอื่น ผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กําหนดในกฎกระทรวง

8. ฐานรวมกันเก็บหาของป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14 ต้องระวางโทษตามมาตรา มาตรา 31 กล่าวคือ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 14 ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่1ปีถึง10ปี และปรับตั้งแต่2หมื่นบาทถึง2แสนบาท

และ9. สําหรับความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 (ซึ่งตามข่าวอาวุธปืนเหมือนว่าจะเป็นปืนที่ได้รับใบอนุญาตให้มีตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ส่วนใบอนุญาตให้พาอาวุธปืนนั้นไม่แน่ใจว่าจะมีหรือไม่ หากไม่ได้รับใบอนุญาตให้พาอาวุธปืนก็จะเป็นความผิดตาม ตามมาตรา 8 ทวิ ซึ่งต้องระวางโทษตามมาตรา 72ทวิ วรรคสอง กล่าวคือ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน5ปี หรือปรับไม่เกิน1หมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ