หมอผิวหนังจับตา ‘เรื้อน-ลิชมาเนีย-ซิฟิลิส’ ระบาดซ้ำ แนะ ปชช.ระวังแรงงานต่างด้าว

25.03.16 | 15:31 น.

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม นพ.นพดล นพคุณ นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย แถลงในเวที “AEC : โรคผิวหนังแห่งประเทศไทย” ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ว่า โรคติดต่อทางผิวหนัง เช่น โรคเรื้อน โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โรคเท้าช้าง โรคลิชมาเนีย ที่ห่างหายไปจากประเทศไทยมาเป็นระยะเวลานาน จะกลับมาอีกจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จึงแนะนำให้แพทย์ปรับตัว เพิ่มทักษะการวินิจฉัยโรคและให้คนไทยเฝ้าระวังเป็นพิเศษ แต่ไม่ต้องตื่นตระหนกเพราะโรคติดต่อชนิดที่ติดกันได้ยาก

ด้าน นพ.กฤษฎา มโหทาน ผู้แทนกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงว่า แม้ปัจจุบันประเทศไทยจะเหลือผู้ป่วยโรคเรื้อนเพียง 187 รายเท่านั้น ซึ่งกระจายอยู่ใน จ.ชัยภูมิ จ.ศรีสะเกษ จ.บุรีรัมย์ และในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะ จ.นราธิวาส ที่มีผู้ป่วยโรคเรื้อนถึง 25 ราย ซึ่งทั้งหมดเป็นกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงการรักษาได้ แต่หลังจากการเปิดเออีซีแล้ว สถานการณ์ของโรคอาจยังคงมีความน่ากังวล เพราะประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ พม่า ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย ยังมีตัวเลขผู้ป่วยโรคเรื้อนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะพม่าที่สูงขึ้นเป็น 3,000 กว่าราย

thumb_IMG_4012_1024

“ขณะนี้กังวลว่าจะเกิดการระบาดของโรคเรื้อนในไทย ในกลุ่มแรงงานข้ามชาติ โดยเฉพาะจากแรงงานพม่าที่เข้ามาทำงานในไทยและมีอัตราป่วยเป็นโรคเรื้อนเพิ่มขึ้นในช่วง 2 ปี แรงงานกลุ่มนี้ส่วนใหญ่อยู่ในภาคเหนือและตามตะเข็บชายแดน เช่น เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน รวมถึงภาคใต้ตอนล่าง เช่น ปัตตานี สงขลา นราธิวาส ที่เดินทางเข้ามาทั้งถูกกฏหมายและไม่ถูกกฏหมายตามท่าข้ามต่างๆ รวม 30 ท่าข้าม แม้คนไทยจะเป็นโรคนี้น้อยลง แต่เสี่ยงติดโรคจากแรงงานที่เป็นโรคเรื้อน เช่น แรงงานตามไร่ตามสวน หรือ พนักงานเสิร์ฟ เป็นต้น ฉะนั้นจึงต้องมีการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ” นพ.กฤษฎา กล่าวและว่า อาการของโรคเรื้อนนั้น เริ่มต้นจากผิวหนังเป็นด่าง มักจะมีอาการชาแต่ไม่คัน แต่ถ้าเป็นมากๆ จะเกิดเป็นตุ่มนูนแดงและขึ้นตามหน้าและร่างกาย มีหูหนา ถ้าใครเป็นโรคผิวหนังที่เป็นมากกว่า 3 เดือน แล้วใช้ยาทาหรือกินยาแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ให้สงสัยว่าเป็นโรคเรื้อนและรีบพบแพทย์ทันที รวมถึงผู้ประกอบการหากพบว่า ลูกจ้างมีอาการเป็นโรคเรื้อน ให้นำไปพบแพทย์ และไม่ควรรังเกียจหรือไล่ออกจากงาน เพราะโรคนี้สามารถรักษาให้หายได้หลังจากกินยาประมาณ 3-5 วัน และไม่แพร่เชื้อให้ใครอีก

ด้าน พญ.รัตติยา เตชะขจรเกียรติ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อเพศสัมพันธ์และระบาดวิทยา โรงพยาบาล (รพ.) บางรัก แถลงว่า ยังพบกลุ่มโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มีอัตราการติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นจาก 20 คน เป็น 23 คนต่อประชากร 1 แสนคน ในช่วงปี 2553-2558 และจำแนกตามโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้เป็น 5 โรคหลัก ได้แก่ โรคหนองใน โรคหนองในเทียม โรคซิฟิลิส โรคแผลริมอ่อน และโรคกามโรคของต่อมและต่อมน้ำเหลือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพบโรคซิฟิลิส โรคหนองใน และโรคหนองในเทียมในผู้ป่วยชาวพม่า กัมพูชา และลาว จำนวนมาก

Advertisement