เปิดหนังสือบันทึกหน.วิเชียร เหตุให้ CEO อิตาเลียนไทย เข้าป่าทุ่งใหญ่ฯ

9.02.18 | 13:47 น.

เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ความคืบหน้ากรณีเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร จับกุมนายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารและกรรมการ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) พร้อมพวก 3 คน หลังเข้าไปตั้งแคมป์พร้อมลักลอบล่าสัตว์ จนถูกตรวจพบอาวุธปืนและเครื่องกระสุนพร้อมซากสัตว์ป่าสงวนหลายรายการ โดยเฉพาะเสือดำ กระทั่งเป็นเหตุให้ถูกตั้งข้อสงสัยถึงปมการให้นายเปรมชัยนำอาวุธผ่านเข้าไปล่าสัตว์ได้อย่างไร

ล่าสุด มีการเปิดเผยถึงหนังสือบันทึกข้อความของนายวิเชียร ชิณวงษ์ นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ ทำหน้าที่หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตก แจ้งถึงผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) เรื่องขออนุญาตให้คณะนายเปรมชัยพร้อมพวกรวม 4 คน เข้าพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่ฯ ลงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 แต่เนื่องจากเป็นวันหยุดและเอกสารไม่ครบ ทำให้ทางผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 ไม่ได้มีการอนุมัติ

แต่ทั้งนี้จากหนังสือบันทึกข้อความดังกล่าวได้แจ้งว่า เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตก ได้รับการประสานทางโทรศัพท์จากผอ.รายหนึ่งในกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช แจ้งว่า คณะของนายเปรมชัย พร้อมพวกจำนวน 4 คน มีความประสงค์จะเข้าศึกษาธรรมชาติเส้นทางทินวย-ทิคอง-มหาราช และเส้นทางสะเน่พอง-เกาะสะเดิ่ง ระหว่างวันที่ 3-4 กุมภาพันธ์ 2561 รถยนต์จำนวน 1 คัน หมายเลขทะเบียน 7ค 2192 กรุงเทพมหานคร โดยเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่ฯเห็นควรอนุญาตให้คณะดังกล่าวเข้าทำกิจกรรมวันเวลาดังกล่าว โดยใช้เส้นทางทินวย-ทิคอง-มหาราช และเส้นทางสะเน่พอง-เกาะสะเดิ่ง เป็นเส้นทางในการเดินทาง

แหล่งข่าวจากข้าราชการกลุ่มอุทยานฯ ระบุว่า จากหนังสือบันทึกข้อความชี้ให้เห็นถึงสาเหตุที่ทำให้นายวิเชียรและเจ้าหน้าที่ เกิดความบกพร่องหละหลวม ปล่อยให้ผ่านเข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่ฯ โดยไม่มีการตรวจค้นอาวุธแต่อย่างใด เพราะความเกรงใจเนื่องจากเป็นถึงแขกระดับวีไอพีที่ผู้ใหญ่ระดับสูงในกรมถึงกับโทรศัพท์ติดต่อประสานงานลงมา และก็เป็นธรรมดาเป็นถึงแขกวีไอพีขนาดนี้ เจ้าหน้าที่ตัวเล็กๆ คงไม่มีใครกล้าไปเรียกรถจอดเพื่อขอตรวจค้น นอกจากนี้ ก็คงคาดไม่ถึงเช่นกันว่าแขกวีไอพีรายนี้ที่ผ่านการกลั่นกรองของผู้ใหญ่ในกรมมาแล้ว จะมีพฤติกรรมถึงขนาดนี้ แต่ที่น่าเศร้าใจก็คือผู้ใหญ่รายนี้ไม่ได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองกระทำด้วย