จากกรณีที่ช่วงนี้หลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑลพบมีปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน เกินเกณฑ์มาตรฐานที่ประเทศไทยกำหนดคือมากกว่า 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และมีการตรวจพบต่อเนื่องหลายวัน เห็นกลุ่มหมอกควันของฝุ่นละอองได้ชัด จนทำให้ประชาชนเกิดความวิตกกังวล
วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561 พญ.ฉันทนา ผดุงทศ ผู้อำนวยการสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค (คร.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า จริงๆ แล้วอาจไม่ใช่แค่เฉพาะช่วงนี้ที่พบค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอนเกินค่ามาตรฐาน แต่อาจเกินค่ามาตรฐานมานานแล้ว แต่เราไม่ทราบมาก่อน เนื่องจากปัจจุบันยังไม่เคยมีการเก็บข้อมูลหรือสถิติเลยว่าในแต่ละปีพื้นที่ กทม.และปริมณฑลนั้น ปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง ช่วงไหนสูงขึ้นหรือต่ำลง มีการเปลี่ยนแปลงเพราะสาเหตุใด เพียงแต่ช่วงนี้เมื่อมีการรายงานออกมา จึงทำให้ทราบว่ากำลังเผชิญปัญหาอยู่
พญ.ฉันทนากล่าวว่า ส่วนที่ช่วงนี้พบเห็นเป็นกลุ่มหมอกควันขึ้นมาจากฝุ่นละอองขนาดเล็กนั้น เนื่องจากสภาพอากาศและอุณหภูมิ คือเมื่ออากาศเย็นขึ้น หรือทำท่าว่าฝนจะตก จึงเอื้อให้เกิดการมองเห็นเป็นกลุ่มหมอกขึ้นมา แต่ไม่ใช่ว่าไม่เกิดกลุ่มหมอกแล้วค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กจะไม่เกินมาตรฐาน ดังนั้น จึงต้องมีการเก็บข้อมูลสถิติ จะได้รู้ว่าช่วงไหนค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กเป็นอย่างไร ส่วนสาเหตุก็คาดว่ามาจากปัญหาเดิมๆ คือการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ จากปัญหาการจราจรที่ทำให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็กเหล่านี้ ส่วนการป้องกันก็ยึดหลักตามเดิมคือ กลุ่มเสี่ยงพยายามหลีกเลี่ยงการอยู่นอกบ้าน หากอยู่ในที่มีฝุ่นหนาก็อาจใช้ผ้าชุบน้ำปิดปากปิดจมูกหรือใช้หน้ากากกรองฝุ่น เลี่ยงการออกกำลังกายในที่แจ้งหรือทำงานที่ใช้แรงมาก เพื่อลดการหายใจเร็วที่ทำให้สูดฝุ่นละอองเข้าไปมากขึ้น ส่วนเรื่องการเก็บข้อมูลรายงานการเจ็บป่วยของประชาชนจากภาวะฝุ่นละอองขนาดเล็กเกินมาตรฐานนั้น ขณะนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินงานของสำนักอนามัย หรือสำนักการแพทย์ของกรุงเทพมหานครในการเก็บข้อมูล
ด้าน นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ปัญหามลพิษทางอากาศ (Smog) มีมากขึ้น โดยเฉพาะในเขตเมืองหลวงหรือกรุงเทพมหานคร ซึ่งในบางครั้งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ทั้งนี้ มลพิษทางอากาศที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพมีส่วนผสมของก๊าซและอนุภาคที่เล็กมาก จะมองไม่เห็นหรือไม่มีกลิ่น ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยคือระดับและชนิดของมลพิษในอากาศ อายุและสภาวะสุขภาพ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคเรื้อรัง หรือผู้ที่สูบบุหรี่ จะได้รับผลกระทบมากกว่า ความแปรปรวนของอากาศ ถ้าอากาศเย็นจะมีมลพิษทางอากาศลอยตัวต่ำมากขึ้น ถ้าฝนตกสถานการณ์จะดีขึ้น ระยะเวลาการสัมผัส ถ้าอยู่นอกบ้านและหายใจหรือสัมผัสมากจะมีผลมากขึ้น และถ้าอยู่อาศัยในบริเวณที่มีมลพิษทางอากาศ เช่น ในเมืองหลวงจะมีผลมากกว่า ดังนั้น ประชาชนควรติดตามข้อมูลข่าวสาร คำแนะนำ หรือคำเตือนต่างๆ จากหน่วยงานรัฐอย่างอย่างสม่ำเสมอ
นพ.สมบูรณ์ ทศบวร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กล่าวว่า ผลกระทบต่อสุขภาพที่เกิดจากมลพิษทางอากาศ จะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อตา จมูก คอ ทางเดินหายใจ ทำให้คันเคืองตา แน่นจมูก เจ็บคอ ไอ หายใจลำบาก และทำให้ผู้ป่วยโรคหัวใจหรือโรคปอดแสดงอาการมากขึ้น แต่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าการสัมผัสระยะยาวจะทำให้เกิดมะเร็งหรือไม่ นอกจากนี้ เมื่อเกิดมลพิษทางอากาศขึ้น จะทำให้คนที่เป็นโรคหอบหืด ถุงลมโป่งพอง หรือโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดแสดงอาการมากขึ้นเช่นกัน จากการศึกษาพบว่าโอโซนจะเข้าไปทำลายเนื้อปอดอย่างต่อเนื่อง แม้จะไม่มีอาการเลย ผู้ที่เป็นโรคปอดและหัวใจจะเป็นกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะผู้สูงอายุและเด็กจะทำให้มีความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น เนื่องจากมีความไวต่อผลของมลพิษทางอากาศ ดังนั้น ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือเป็นกลุ่มเสี่ยงดังกล่าว หากพบอาการผิดปกติต่างๆ ควรรีบพบแพทย์เพื่อรักษาอย่างทันท่วงที
นพ.อดุลย์ บัณฑุกุล รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี และนายกสมาคมโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า มลพิษทางอากาศ (Smog) คืออนุภาคและโอโซน นอกจากนี้ยังมีสารอื่นๆ ได้แก่ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์และคาร์บอนมอนอกไซด์ ซึ่งอนุภาค (Particulate Matter-PM) เกิดจากอนุภาคขนาดเล็กที่ทำให้อากาศเกิดมลพิษ มีขนาดแตกต่างกันไป และเป็นสารเคมีชนิดต่างกัน มีแหล่งกำเนิดจากอุตสาหกรรมและยานพาหนะ ฝุ่นบนถนน การก่อสร้าง การเผาไม้ และการเกษตร ดังนั้น จึงขอแนะนำการปฏิบัติตัวที่สำคัญคือ หลีกเลี่ยงหรือลดกิจกรรมที่ต้องออกนอกอาคารเมื่อระดับมลพิษทางอากาศสูง โดยเฉพาะในช่วงบ่ายที่ระดับโอโซนภาคพื้นดินสูง ให้ทำกิจกรรมอยู่ภายในอาคารแทน ลดการออกกำลังกายใกล้บริเวณที่มีรถจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วน สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจหรือโรคปอดควรปรึกษาแพทย์ถึงวิธีการป้องกันเพิ่มเติมให้เหมาะกับวิถีชีวิตของแต่ละคน ทั้งนี้ ประชาชนทุกคนควรมีส่วนร่วมในการช่วยลดปริมาณมลพิษทางอากาศ ได้แก่ ควรใช้รถประจำทางหรือรถขนส่งมวลชนแทนรถส่วนตัว เพื่อลดมลพิษทางอากาศ ลดการใช้พลังงานในบ้าน และไม่ควรเผาใบไม้ กิ่งไม้ หรือขยะ เพราะจะก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศได้

