เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) รายงานสถานการณ์ฝุ่นละออง หรือค่าพีเอ็ม 2.5 (PM2.5) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ระบุว่า ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์สภาพอากาศในพื้นที่กรุงเทพฯ มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีหมอกในตอนเช้า โดยมีฝนบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 22-23 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-33 องศาเซลเซียส ความชื้นร้อยละ 94 ลักษณะเช่นนี้จะทำให้ฝุ่นละอองในบรรยากาศเพิ่มขึ้นนั้น สอดคล้องกับการตรวจวัดของ คพ.ที่ประเมินว่า ปริมาณฝุ่นละอองในพื้นที่กรุงเทพฯ ยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเมื่อเวลา 8.00 น.ปริมาณฝุ่นละออง PM2.5 ตรวจวัดได้ระหว่าง 46-59 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) เกินเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้เพียง 50 มคก./ลบ.ม. จำนวน 2 สถานี โดยที่บริเวณริมถนนอินทรพิทักษ์ และริมถนนลาดพร้าว ต่อมาเวลา 12.00 น.พบว่าปริมาณฝุ่นละอองมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกพื้นที่ โดยตรวจวัดได้ระหว่าง 50-63 มคก./ลบ.ม. เกินเกณฑ์มาตรฐานเกือบทุกพื้นที่ ยกเว้นบริเวณเขตราชเทวี ที่ปริมาณฝุ่นละอองยังไม่เกินเกณฑ์มาตรฐาน ดังนั้น ประชาชนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ และผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด ที่อยู่อาศัย หรือต้องเข้าในพื้นที่ที่ฝุ่นละอองเกินมาตรฐาน หากจำเป็นต้องออกจากอาคาร ควรใส่หน้ากากอนามัย และหากมีอาการผิดปกติควรรีบพบแพทย์ ทั้งนี้ คพ.ได้ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการกำกับดูแลกิจกรรมต่างๆ ที่อาจก่อให้เกิดฝุ่นละอองในพื้นที่ เช่น การใช้ยานพาหนะ การเผา และโดยเฉพาะการก่อสร้าง ให้มีมาตรการป้องกันการฟุ้งกระจายของฝุ่นละออง รวมทั้งรถบรรทุกขนส่งวัสดุก่อสร้างให้มีการปิดคลุมให้มิดชิด เพื่อที่จะช่วยลดปริมาณฝุ่นละอองลงได้

วันเดียวกัน นางวัลยา วัฒนรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวถึงสถานการณ์ฝุ่นละอองในพื้นที่กรุงเทพฯ ว่า สภาพอากาศเย็นก่อนเข้าสู่หน้าร้อนเริ่มเข้ามา ทำให้ขณะนี้มีความชื้นสูงกว่าปกติ ส่งผลให้อากาศในพื้นที่กระจายตัวได้ไม่มากนัก จึงพบปัญหาฝุ่นละอองอย่างต่อเนื่อง
“จากการตรวจสอบเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พบมีพื้นที่ค่าฝุ่นละอองขนาด PM2.5 เกินค่ามาตรฐานเพียงแห่งเดียว คือ บริเวณถนนอินทรพิทักษ์ เขตธนบุรี กทม.จึงได้ประสานไปยังสถานีตำรวจนครบาล (สน.) บางยี่เรือ ให้ควบคุมปริมาณจราจรไม่ให้หนาแน่นจนเกินไป เพราะส่วนใหญ่ฝุ่นละออง PM2.5 มาจากยานพาหนะ ยิ่งการจราจรติดขัดมาก ทำให้การเผาผลาญน้ำมันมากยิ่งขึ้นด้วย ส่งผลให้มีไอระเหยและฝุ่นละอองจนเกิดปัญหาดังกล่าว รวมถึงได้หารือร่วมกับเขตธนบุรีบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองในพื้นที่ด้วยการเพิ่มความถี่ในการกวาดล้างถนนและเข้มงวดตรวจจับรถควันดำ”
นางวัลยา กล่าวและว่า กทม.มีนโยบายบรรเทาปัญหาดังกล่าว โดย กทม.ได้จัดระดมเจ้าหน้าที่ทำความสะอาดพื้นที่บริเวณถนนให้ถี่มากขึ้น ส่วนพื้นที่มีการจราจรหนาแน่นและโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้า ได้ขอความร่วมมือเจ้าของพื้นที่ให้ชำระล้างสิ่งสกปรกในช่วงกลางคืน ส่วนในระยะยาวนั้น ต้องยอมรับว่าในพื้นที่กรุงเทพฯ มีการก่อสร้างอาคารมากขึ้น ทำให้กทม.ต้องกำชับโครงการก่อสร้างอย่างเข้มงวด
“อากาศแปรปรวน เกิดอุณหภูมิที่มีความแตกต่างส่งผลกระทบให้เกิดการแพร่กระจายของฝุ่นละออง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของดอกไม้และพันธุ์พืชด้วย อาทิ ดอกชมพูพันธุ์ทิพย์ ที่มักจะบานสะพรั่งในช่วงเดือนนี้ก็ยังบานได้ไม่เต็มที่นัก บางจุดถึงขั้นพบว่ายังไม่ออกดอกด้วยซ้ำ” นางวัลยา กล่าว
ขณะที่นางอารมย์ วงษ์มหา ผู้อำนวยการสำนักงานสวนสาธารณะ สำนักสิ่งแวดล้อม กทม. เปิดเผยว่า เดิม กทม.เตรียมจัดกิจกรรม “ย่ำเท้าเดินดูชมพูพันธุ์ทิพย์ ที่สวนอุทยานจตุจักร” พร้อมทั้งจัดทำคู่มือเส้นทางเดินชมดอกชมพูพันธุ์ทิพย์แจกจ่ายประชาชนภายในวันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้ แต่จำเป็นต้องเลื่อนไปเป็นวันที่ 1 มีนาคม เนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวนในพื้นที่กรุงเทพฯ เกิดฝนตกและมีท้องฟ้ามืดครึ้มตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ดอกชมพูพันธุ์ทิพย์ปรับตัวไม่ทันส่งผลให้ผลิบานไม่เต็มที่ โดยปกติดอกชมพูพันธุ์ทิพย์จะผลิบาน 3 ช่วง คือ 1.ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งได้บานสะพรั่งสวยงามไปแล้วในช่วงนี้ 2.ช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ และ 3.ปลายเดือนกุมภาพันธ์ แต่อากาศไม่เป็นใจ คาดว่าดอกชมพูพันธุ์ทิพย์จะกลับมาบานอีกครั้งตลอดช่วงเดือนมีนาคม ส่วนเดือนเมษายนนั้นอาจมีบ้างประปราย
“อากาศแปรปรวนไม่เพียงแต่ส่งผลต่อต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ออกดอกช้า ยังส่งผลกระทบต่อต้นไม้และไม้ดอกอื่นในพื้นที่กรุงเทพฯ ด้วย อย่างไม้ดอกที่ กทม.เพาะไว้ในสวนสาธารณะล้มตายเกือบทั้งหมด” นางอารมย์ กล่าว

