เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ที่องค์การเภสัชกรรม นพ.โสภณ เมฆธน ประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม(อภ.) พร้อมด้วย นพ.นพพร ชื่นกลิ่น ผู้อำนวยการอภ. และผู้บริหารอภ. ร่วมแถลงข่าว “ผลการดำเนินงานปี 2560 และทิศทางการดำเนินงานในอนาคต” โดย นพ.โสภณ กล่าวว่า จากหน้าที่ของ อภ. ในการเป็นเสาหลักด้านยา และเวชภัณฑ์ให้กับระบบสาธารณสุขของประเทศ สร้างความสมดุลให้กับระบบยาของประเทศ ทั้งในเรื่องของราคา คุณภาพ จำนวนรายการยาจำเป็น ยาเชิงสังคม และการกระจายยา เพื่อสร้างการเข้าถึงยาและเวชภัณฑ์ให้กับคนไทยนั้น ปรากฏว่าผลการดำเนินงานของ อภ.ในปี 2560 ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นผลงานของนพ.นพพร ชื่นกลิ่น ผู้อำนวยการอภ. และคณะกรรมการ (บอร์ด) อภ.ชุดเดิมที่ได้ขับเคลื่อน ก่อนที่ตนจะมาดำรงตำแหน่งบอร์ดชุดใหม่ โดยพบว่าปี 2560 อภ.มียอดจำหน่าย 15,905 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2559 จำนวน 750 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.95 ซึ่งในปี 2559 มียอดขายอยู่ที่ 15,155 ล้านบาท
นพ.โสภณ กล่าวว่า ยอดขายดังกล่าว แบ่งเป็นยาองค์การฯ จำนวน 7,300 ล้านบาท ยาของผู้ผลิตอื่น จำนวน 8,605 ล้านบาท เป็นยอดกระจายยาเชิงสังคมถึง 11,563 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 73 ของผลประกอบการ และเพิ่มขึ้นมากกว่าปี 2560 จำนวน 1,189 ล้านบาท ซึ่งจากยอดขายที่ผ่านมา ในปีนี้ทาง อภ.ยังคงมุ่งเน้นประโยชน์เพื่อคนไทยเป็นหลัก ทั้งการขยายการผลิตยา การสร้างโรงงานยา โดยเฉพาะยาโรคมะเร็ง ซึ่งปัจจุบันคนมีอายุยืนขึ้น ประกอบกับการแพทย์ทันสมัย มีการตรวจวินิจฉัยได้อย่างรวดเร็ว ทำให้พบผู้ป่วยมะเร็ง การรักษาด้วยยาก็เพิ่มขึ้นด้วย ประเทศไทย โดยอภ.จึงจำเป็นต้องพึ่งพาตัวเองมากขึ้น ซึ่งในปี 2561 เป็นต้นไป อภ.มีโครงการสำคัญ 3 โครงการ พัฒนาสู่การสร้างโรงงาน 3 แห่ง คือ 1.โครงการวิจัยพัฒนาและก่อสร้างโรงงานผลิตยารักษาโรคมะเร็ง ที่จ.ระยอง
นพ.โสภณ กล่าวอีกว่า 2.โครงการก่อสร้างโรงงานผลิตยารังสิตระยะที่ 2 ที่อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ตั้งงบไว้ 5,607 ล้านบาท โดยเตรียมจะเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.) ซึ่งโรงงานดังกล่าวจะผลิตยาน้ำ ยาครีม ยาขี้ผึ้ง เพิ่มเติมจากส่วนแรก และ3. โครงการสร้างนวัตกรรมและผลิตผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร ซึ่งสารสกัดจากสมุนไพรเป็นสิ่งสำคัญที่จะพัฒนาสู่ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งอภ.ชูในเรื่องสารสกัดจากสมุนไพรขมิ้นชัน โดยผลิตแคปซูลสารสกัดขมิ้นชัน และในอนาคตจะมีการก่อสร้างโรงงานสารสกัดสมุนไพรขึ้น ที่อ.หนองใหญ่ จ.ชลบุรี ตั้งงบประมาณ 717 ล้านบาท
นพ.นพพร กล่าวว่า จากสถานการณ์โลกคาดว่าใน 30 ปีข้างหน้า เชื่อว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่ายาใประเทศไทยเป็นยามะเร็ง เพราะเป็นสังคมผู้สูงอายุสมบูรณ์แบบ ซึ่งมีโอกาสป่วยและเป็นมะเร็งมากขึ้น แต่ข่าวร้ายคือถึงวันนี้ประเทศไทยยังไม่มีศักยภาพในการผลิตยามะเร็งเลย ดังนั้นตั้งเป้า 5 ปี จะมียามะเร็งในราคาสมเหตุสมผล ถูกลงกว่าเดิม โดยในระยะแรกอาจจะเป็นการซื้อมา ขายไปก่อน และระหว่างนี้ก็จะร่วมกันพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยี ล่าสุดจึงเกิดความร่วมมือกับทางบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นโครงการวิจัยพัฒนาและก่อสร้างโรงงาน ในบริเวณนิคมอุตสาหกรรมเอเชีย ต.บ้านฉาง อ.บ้านฉาง จ.ระยอง ในส่วนของนิเวศอุตสาหกรรมวนารมย์ของทางปตท. (WEcoZI ) จำนวน 100 ไร่ ซึ่งทางอภ.จะขอเช่าที่กับทาง ปตท.ในการผลิตยามะเร็ง
“ความร่วมมือครั้งนี้จะทำให้ราคายาลดลง 50 เปอร์เซ็นต์ ผู้ป่วยเข้าถึงยาได้มากขึ้น ทำให้ประเทศไทยมีความมั่นคงด้านยา ซึ่งเราจะมุ่งเน้นผลิตยารักษามะเร็งทุกกลุ่ม แต่หลักๆเบื้องต้นจะเน้นที่พบบ่อยในไทย คือ เพศหญิง มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก ส่วนเพศชาย มะเร็งปอด มะเร็งตับ และมะเร็งต่อมลูกหมาก ซึ่งแม้โครงการดังกล่าวอาจใช้เวลาในการสร้างโรงงาน แต่ระหว่างนี้ก็จะมีการวิจัยและพัฒนา และระยะสั้นใน 2 ปี ทางอภ.ก็จะมีการนำเข้าเพื่อจำหน่ายและแบ่งบรรจุภัณฑ์ ซึ่งผู้ป่วยไทยจะได้ประโยชน์สามารถเข้าถึงการรักษามากขึ้น” นพ.นพพร กล่าว
ภก.จักกฤษณ์ ประไพพิทยาคุณ รองผู้อำนวยการ อภ. กล่าวว่า โครงการวิจัยพัฒนาและก่อสร้างโรงงานผลิตยามะเร็ง จะผลิตยาใน 2 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มยามะเร็ง ที่เป็นยาเคมีบำบัดชนิดเม็ดและฉีด หรือกลุ่มคีโมเธอราปี ซึ่งเป็นยาพื้นฐานในการรักษาโรคมะเร็งที่ออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย และ 2.กลุ่มยามะเร็งรักษาแบบจำเพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง ทั้งชนิดเม็ดและยาฉีดชีววัตถุ คล้ายคลึงประเภท Monoclonal antibodies (Biosimilar) สำหรับแผนการดำเนินงาน แบ่งเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย ระยะที่ 1 นำเข้าเพื่อจำหน่าย และแบ่งบรรจุผลิตภัณฑ์ ภายใน 2 ปี ควบคู่กันไปกับการวิจัย และพัฒนายา ระยะที่ 2 การก่อสร้างโรงงาน ซึ่งจะใช้เวลา 4-5 ปี และระยะที่ 3 ดำเนินการผลิตเพื่อจำหน่ายด้วยตนเอง ซึ่งทั้งหมดจะใช้เวลาประมาณ 8 ปี คาดว่าจะสามารถผลิตในระดับอุตสาหกรรมเพื่อจำหน่ายได้ในปี 2568 ล่าสุดได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงกับปตท. แล้ว

