ลุ้นดีเอ็นเอ’งาช้าง’ยึดจาก’บ้านเปรมชัย’ จากแอฟริกาหรือไม่ เหตุใหญ่-หนัก ถ้าใช่โดนอีก

15.02.18 | 12:44 น.

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 15 กุมภาพันธ์ ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) นายปิ่นสักก์ สุรัสวดี รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย น.ส.กณิตา อุ่ยถาวร หัวหน้าทีมนิติวิทยาศาสตร์ สัตว์ป่า กรมอุทยานฯ พล.ต.ต.ชยพล ฉัตรชัยเดช รองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล(รอง ผบช.ส.) พ.ต.อ.สุวัฒน์ อินทสิทธิ์ รอง ผบก.ปทส. ร่วมกันตรวจสอบงาช้าง จำนวน 2 คู่ ที่ยึดได้จากบ้านนายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารและกรรมการ ผจก. บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ หลังถูกจับกุมขณะตั้งเต็นท์ล่าสัตว์ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร จ.กาญจนบุรี

พ.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวว่า รับมอบหมายจาก พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. ให้ทำการตรวจสอบงาช้างที่ยึดได้จากบ้านของนายเปรมชัย 2 คู่ ว่าเป็นงาช้างของแอฟริกา หรือเอเชีย โดยมีขั้นตอนตรวจสอบ เริ่มจากการชั่งน้ำหนักและวัดขนาดของงาช้าง ซึ่งจากการชั่งน้ำหนักงาช้างกิ่งแรก พบว่าหนัก 13.895 กก. ส่วนขนาด วัดความยาวโค้งนอก 146 ซม. โค้งใน 129 ซม. โคนงา 36 ซม. โคนกลาง 32.5 ซม. และปลายงา 11 ซม. จากนั้น ได้ทำการขูดเนื้อด้านในบริเวณโคนงา เพื่อตรวจสอบดีเอ็นเอ ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 3 สัปดาห์ จึงจะทราบผลว่าเป็นงาช้างใด สำหรับเรื่องคดี ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบชิ้นเนื้อของกลาง และซากกระดูกขาเสือดำที่เจ้าหน้าที่พบบริเวณใกล้กับเต็นท์ของนายเปรมชัย ก็จะนำมาตรวจสอบที่นี่ รวมถึง หลักฐานอื่นๆเพิ่มเติมที่กำลังรอนำมาตรวจสอบ ซึ่งตอนนี้ยังมาไม่ถึง บก.ปทส.

ด้าน นายปิ่นสักก์ กล่าวว่า การตรวจสอบดีเอ็นเอครั้งนี้ จะเป็นการสกัดเนื้อเยื่องาช้างที่อยู่ฐานล่าง เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแก่งาช้าง และจะดูเรื่องการลงทะเบียนด้วย ว่างาช้างที่ยึดมาเป็นงาช้างจากแอฟริกา เอเชีย หรืออินเดีย หากเป็นงาช้างเอเชีย และเป็นงานช้างไทย จะต้องมีการตรวจสอบว่ามีการแจ้งลงทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ถ้ามีการแจ้งลงทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายก็ไม่มีปัญหาใด หรือหากพบว่าตรวจสอบแล้วเป็นงาช้างไทย ช้างป่า ก็ถือว่ามีความผิด ส่วนจะเป็นงาช้างแอฟริกาหรือเอเชียหรือไม่นั้น ยังไม่สามารถระบุได้ ต้องรอผลตรวจสอบดีเอ็นเอก่อน จากการตรวจสอบพบว่า นายเปรมชัยมีการยื่นขอลงทะเบียนงาช้างเท่านั้น แต่ยังไม่ทราบว่าเป็นงาช้างที่ยึดได้หรือไม่ เพราะอยู่ระหว่างตรวจสอบ จึงยังไม่มีสติกเกอร์ของกรมอุทยานฯยืนยัน ทั้งนี้ ขั้นตอนการตรวจสอบงาช้าง กรมอุทยานฯจะมีกองคุ้มครองสัตว์ป่าและพืชป่าตามอนุสัญญา (กองไซเตส) ทำหน้าที่ตรวจสอบ หากเป็นงาช้างที่ถูกกฎหมายก็จะได้รับสติ๊กเกอร์ยืนยัน โดยล่าสุดมีผู้ลงทะเบียนขอครอบครองงาช้างในประเทศไทย 4 หมื่นชิ้น หากทราบผลดีเอ็นเองาช้างที่ตรวจวันนี้ก็จะนำไปเปรียบเทียบกับข้อมูลกับกองคุ้มครองสัตว์ป่าและพืชป่าตามอนุสัญญา (กองไซเตส) เพื่อดูที่มาและถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

นายปิ่นสักก์ กล่าวว่า ปกติงาช้างที่สามารถครอบครองได้ จะเป็นงาช้างเอเชีย หรืออิเดีย แตกต่างจากงาช้างแอฟริกา ที่ไม่สามารถครอบครองได้ เนื่องจากผิดอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ หรือ ไซเตส (Cites) และจะมีความผิดข้อหาครอบครองซากสัตว์ป่าคุ้มครอง โทษจำคุก 4 ปี ปรับ 40,000 บาท ทั้งนี้ หากประเมินมูลค่างาช้าง 1 กก. มีราคา 40,000-50,000 บาท ซึ่งงาช้างที่ยึดได้จากบ้านนายเปรมชัย ในส่วนที่ตรวจสอบแล้ว 1 กิ่ง มีน้ำหนัก 13.895 กก. คิดเป็นมูลค่าประมาณ 560,000 บาท ดังนั้น งาช้าง 2 คู่ ก็มีมูลค่าสูงกว่า 2,240,000 บาท