เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ที่กระทรวงแรงงาน พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แถลงข่าวความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาด้านแรงงานประมงทะเลและแปรรูปสัตว์น้ำ ว่า รัฐบาลมุ่งแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจังในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทั้งมาตรการด้านกฎหมาย นโยบาย การบังคับใช้กฎหมาย ความร่วมมือกับองค์กรหน่วยงานต่างๆ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นจำนวนมาก คือ 1.การตรวจแรงงานประมงอย่างเข้มข้นและเป็นระบบ โดยมีการจัดทำคู่มือแนวทางปฏิบัติในการตรวจตราเรือประมง โดยจะมีลักษณะเป็นเช็กลิสต์ว่ามีการกระทำใดที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการอย่างเป้นมาตรฐานเดียวกันในการตรวจตรา ซึ่งจะครอบคลุมในทุกมิติของงานประมง ทั้งการตรวจเรือ การซักถามแรงงาน การเข้าออกของเรือประมง เป็นต้น โดยร่วมมือกับองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ในการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ให้เข้าใจในแนวปฏิบัติแล้วกว่า 178 คน นอกจากนี้ ยังเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบโดยการเพิ่มกำลังคนด้วย โดยปี 2561 จะมีพนักงานตรวจแรงงานเพิ่มขึ้นอีก 1,692 คน
พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวว่า 2.การบังคับใช้กฎหมาย จากการดำเนินการอย่างเข้มข้น ส่งผลให้สามารถดำเนินคดีได้กว่า 4,240 คดี และมีการขยายผลไปสู่การดำเนินคดีค้ามนุษย์จำนวน 85 คดี และ 3.ด้านการจัดระเบียบแรงงานประมงนั้น มีหลายมาตรการ เช่น ในเรื่องของการสแกนม่านตา กรมการจัดหางาน (กกจ.) ได้ดำเนินการแล้วเกือบ 7 หมื่นราย ทำให้สามารถทราบอัตลักษณ์ลูกเรือ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการทำซอฟต์แวร์ในการอ่านข้อมูลม่านตา มาตรการเรื่องสัญญาจ้าง โดยกำหนดให้นายจ้างต้องจัดทำสัญญาจ้างเป็นภาษาของลูกจ้างและให้ลูกจ้างเก็บไว้ 1 ฉบับเพื่อให้ลูกจ้างเกิดความเข้าใจ และปรับปรุงให้สิทธิลูกจ้างสามารถเปลี่ยนแปลงนายจ้างได้ มาตรการกำหนดให้นายจ้างจ่ายเงินลูกจ้างประมงผ่านบัญชีธนาคาร ซึ่งขับเคลื่อนแล้วกว่า 5,000 ราย มาตรการกำหนดให้นายจ้างไม่มีสิทธิเก็บเอกสารประจำตัวของลูกจ้าง มิเช่นนั้นจะเข้าข่ายผิดกฎหมายค้ามนุษย์ รวมถึงมาตรการให้บริษัทจัดหางานเข้าสู่ระบบจดทะเบียนและมีมาตรฐาน เพื่อตัดวงจรนายหน้า ขณะนี้ขึ้นทะเบียนแล้วกว่า 100 บริษัท และการกำหนดให้ลูกจ้างต้องอายุไม่น้อยกว่า 18 ปีขึ้นไป
“ไม่ว่าจะเป็นแรงงานภาคประมงหรือแรงงานต่างด้าวอื่นๆ ขณะนี้กระทรวงฯ พยายามดำเนินการให้แรงงานต่างด้าวทั้งหมดเข้าสู่ระบบให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายไทย ไม่ถูกเอาเปรียบจากนายจ้าง และมีสวัสดิการสังคม ซึ่งภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2561 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายในการผ่อนผัน ผมเชื่อว่าสถานการณ์จะต้องดีขึ้น แม้จะไม่ 100% ก็ตาม โดยขณะนี้ประเทศไทยมีแรงงานต่างด้าวประมาณ 3.6 ล้านคน เป็นแรงงานที่ไม่ถูกต้องกว่า 2 ล้านคน ซึ่งจากการขับเคลื่อนให้มาขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง ผ่านกระบวนการพิสูจน์สัญชาติ จัดทำประวัติ ตรวจสุขภาพ ออกวีซ่าและใบอนุญาตทำงานนั้น เหลือเพียง 8 แสนราย แบ่งเป็นพม่า 3 แสนราย กัมพูชา 4 แสนราย และลาว 1 แสนราย” พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าว
พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวว่า ส่วนข้อกังวลว่าจะดำเนินการทันวันที่ 30 มิถุนายนนี้ หรือไม่ ขณะนี้มีศูนย์พิสูจน์สัญชาติทั้งหมด 13 ศูนย์ เป็นพม่า 9 ศูนย์ กัมพูชา 3 ศูนย์ และลาว 1 ศูนย์ ซึ่งในส่วนของพม่านั้นเหลือ 3 แสนราย กับ 9 ศูนย์คาดว่าสามารถดำเนินการได้ทัน ส่วนกัมพูชาที่เหลืออยู่ 4 แสนราย แต่มีเพียง 3 ศูนย์ เท่าที่หารือกับทางรัฐบาลกัมพูชา ก็จะมีการส่งเจ้าหน้าที่มาเพิ่มเติม และอาจมีการเปิดเพิ่มอีก 2 จุดคือ จ.ปทุมธานี และนนทบุรี นอกจากนี้ ยังจะมีการยุบศูนย์ที่สงขลามายังชลบุรี และกรุงเทพฯ ไปยังสมุทรปราการ เพื่อเพิ่มการให้บริการในพื้นที่ดังกล่าวด้วย โดยทั้งหมดจะเริ่มในวันที่ 1 มีนาคม 2561 ส่วนประเด็นอันดับสถานการณ์ค้ามนุษย์หรือทิปรีพอร์ตจะปลดล็อกจากเทียร์ 2 เฝ้าระวัง หรือไม่นั้น ก็อยู่ที่การประเมิน แต่ประเทศไทยดำเนินการมาตรการต่างๆ เต็มที่แล้ว

