โฆษก ยธ.แจง ดีเอสไอขืนใจสาวนักธุรกิจ กระทรวงตั้งสอบวินัยร้ายแรง รอพยานหลักฐาน

16.02.18 | 12:45 น.

จากกรณีนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์สาวพร้อมทนายความเข้าพบพนักงานสอบสวนกองปราบปรามเพื่อร้องขอความเป็นธรรมถูกข้าราชการสังกัดกรมสอบสวนคดีพิเศษข่มขืน พร้อมขู่จะนำภาพลับไปเผยแพร่เมื่อปี 2559 และยังมีพฤติการณ์โทรศัพท์มาข่มขู่เรียกเงินและขอมีเพศสัมพันธ์อีก และหากไม่ยอมจะนำคลิปไปโพสต์ลงในโซเชียลมีเดีย จนเกิดความเครียดต้องหนีไปต่างประเทศ แต่ยังถูกแฮกเบอร์โทรศัพท์ เฟซบุ๊ก และอีเมล์ มาเยาะเย้ยตลอดเวลา จนทนไม่ไหวจึงนำเรื่องร้องเรียนกับอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษต้นสังกัด และได้มีการตั้งกรรมการสอบสวนแต่เรื่องก็เงียบไป โดยทราบว่าผลสอบสรุปมีความผิดเล็กน้อย ลงโทษแค่ตัดเงินเดือน ซึ่งไม่เป็นธรรม จึงให้ทนายฟ้องศาลจังหวัดพัทยาในคดีข่มขืนกระทำชำเรา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลนั้น

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม และโฆษกกระทรวงยุติธรรม ชี้แจงว่า ตามที่ผู้บังคับบัญชาที่มีอํานาจแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนหรือสอบสวนตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญระดับสูง จึงเป็นอำนาจของปลัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษได้รายงานมายังปลัดกระทรวงยุติธรรมได้ออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงไปแล้วตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ และได้แจ้งคำสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาลงนามรับทราบคำสั่งแล้วตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์

นายธวัชชัยกล่าวอีกว่า ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนของการรวบรวมพยานหลักฐานจากผู้ถูกกล่าวหา และวางแนวทางการกำหนดประเด็นการสอบสวน ซึ่งดูตามตารางการปฏิบัติงานของคณะกรรมการฯแล้วจะเริ่มประชุมนัดแรกในสัปดาห์หน้า และถ้าหากมีพยานหลักฐานชัดเจน ไม่มีอะไรยุ่งยากซับซ้อนหรือประเด็นข้อกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง กระบวนการสอบสวนทั้งหมดจะเสร็จสิ้นภายใน 180 วันตามที่กฎหมายกำหนด

ตามนโยบายของกระทรวงยุติธรรม ถ้าหากข้อกล่าวหาของข้าราชการในสังกัดกระทรวงยุติธรรมนั้นเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจหน้าที่หรือเป็นอุปสรรคในการสอบสวน กระทรวงก็สามารถมีคำสั่งให้พักราชการข้าราชการดังกล่าวไว้ก่อนก็ได้ ซึ่งจากการพิจารณาเบื้องต้น กรณีดังกล่าวมิได้เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจหน้าที่ทางราชการและยังไม่พบว่าเป็นอุปสรรคในการสอบสวนทางวินัยแต่ประการใด แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าหากมีประเด็นดังกล่าวข้างต้นเกิดขึ้นมาในระหว่างการสอบสวนฯ ก็สามารถมีคำสั่งพักราชการไว้ก่อนได้เช่นเดียวกัน

อนึ่ง การดำเนินการสอบวินัยร้ายแรงดังกล่าวมิได้เกี่ยวข้องกับการแจ้งข้อกล่าวหาดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด แต่เป็นการดำเนินการทำคู่ขนานกันไป ซึ่งถ้าหากผลการสอบสวนวินัยร้ายแรงเป็นการกระทำความผิดตามข้อกล่าวหาจริง โทษวินัยร้ายแรงจะมี 2 สถานคือ ปลดออก ซึ่งเป็นการลงโทษให้พ้นจากราชการ โดยได้รับบําเหน็จบํานาญเสมือนผู้นั้นลาออกจากราชการ หรือไล่ออก ซึ่งเป็นการลงโทษให้พ้นจากราชการโดยไม่ได้รับบําเหน็จบํานาญ แต่ถ้าหากผู้ถูกกล่าวหาต้องคำพิพากษาให้จำคุกก็จะต้องไล่ออกสถานเดียว การลงโทษเพียงแค่ตัดเงินเดือนตามประเด็นข่าวจึงไม่ใช่เป็นข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตาม กระทรวงยุติธรรมก็จำเป็นต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ถูกร้องด้วยเช่นกัน และขอยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการภายใต้กรอบเวลาของกฎหมาย

Advertisement