จับกระแสเด้งดึ๋ง มุข’บิ๊กแป๊ะ’ย้ายผิดตัว จาก’รองโต้ง’ ถึง ‘บิ๊กแหลม’ สะท้อนศึก ‘งัดข้อ’ ในรั้วปทุมวัน

26.03.16 | 14:10 น.
พล.ต.ต.จารุวัฒน์ ไวศยะ และ พล.ต.ต.สุรพล วิรัตน์โยสินทร์

“พิทักษ์ 1” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา หรือ “บิ๊กแป๊ะ” ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.)เรียกเสียงฮือฮาจากเหล่าสีกากี

เมื่อออกมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ต่อกรณีที่ออกคำสั่งให้ “พล.ต.ต.สุรพล วิรัตน์โยสินทร์” หรือ “บิ๊กแหลม” รองผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 2(รอง ผบช.ภ.2) ไปช่วยราชการศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ ศปก.ตร. ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคมที่ผ่านมา คำสั่งมีผล 15 มีนาคม

คำสั่งย้ายมีขึ้นก่อน “บิ๊กแป๊ะ” จะติดตาม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กำกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.)ไปราชการที่ประเทศอินเดีย ไม่กี่วัน

คำสั่งถูกเก็บเงียบ กระทั่ง “บิ๊กแป๊ะ” กลับจากนิวเดลี เรื่องก็ยังเงียบ เพิ่งกลายเป็นข่าวเมื่อเช้าวันเสาร์ที่ 19 มีนาคม เป็น 4 วันให้หลัง หลังจากคำสั่งเด้งมีผลไปแล้ว

ทันทีที่เรื่องแดงในแวดวงตำรวจวิเคราะห์วิจารณ์กันว่า เหตุเด้งเพราะ “บิ๊กแหลม” นายตำรวจซึ่งกว้างขวาง ฝังลึกในพื้นที่ภาคตะวันออก กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 มีชื่อพันพัวในบัญชีผู้มีอิทธิพลที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ส่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการ ติดอันดับเป็น 1 ใน 200 สีกากีที่ติดแบล็กลิสต์

Advertisement

วันที่ 20 มีนาคม “พล.ต.ต.สุรพล” ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ทำนองไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ เหตุใดตนเองจึงถูกเด้ง และจะเกี่ยวกับมีรายชื่อเป็นผู้มีอิทธิพลหรือไม่ก็ไม่ทราบ เรื่องนี้ยังไม่ได้คุย “บิ๊กแป๊ะ” และคนที่รู้เหตุผลมีแต่ ผบ.ตร.เท่านั้น

รุ่งขึ้นวันที่ 21 มีนาคม “บิ๊กแป๊ะ” พบสื่อมวลชน ให้สัมภาษณ์ยอมรับว่า มีชื่อ “พล.ต.ต.สุรพล” ในบัญชีผู้มีอิทธิพลของคสช.จริง แต่คนละ “สุรพล” กัน ชื่อที่คสช.แนบบัญชีมาให้ คือ พล.ต.ต.สุรพล นามสกุลพ้องๆ คล้ายๆกันกับวิรัตน์โยสินทร์ เห็นชื่อนี้ใกล้เคียงและน่าจะใช่จึงลงนามย้ายมาก่อน

แต่เมื่อตรวจสอบแล้ว พล.ต.ต.สุรพลคนนี้ไม่ใช่เป้าหมาย

เป็นการย้าย “ผิดตัว”

ตรวจสอบไปหลายกองบัญชาการ ทั้งกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ต้นสังกัด กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 ที่มีการอ้างอิงว่าพัวพัน ไปจนถึงสำนักงานกำลังพล ฝ่ายอำนวยการหลักด้านบุคคลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ไม่พบว่ามี พล.ต.ต.สุรพล ตามที่คสช. ชี้เป้า

สรุปในเบื้องต้นนายพลชื่อสุรพลที่ได้รับการบ้านมาเกิดความผิดพลาดด้านข้อมูล ข้อมูลเออเร่อไม่อัพเดต

ผบ.ตร.บอกว่า เมื่อย้ายมาแล้วก็ต้องตรวจสอบตามกระบวนการ มอบหมาย “บิ๊กปู” พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผบ.ตร.รีเช็ก ทันทีที่ตรวจสอบแล้วพบว่า “ผิดฝาผิดตัว” ก็จะส่งกลับ บช.ภ.2 กลับสู่ตำแหน่งเดิม และรายงานคสช.ทราบ โดยส่งผ่าน พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา ที่ปรึกษา(สบ10) ไปถึงคสช.

นักข่าวถามว่าออกคำสั่งพลาดเช่นนี้ อาจถูกฟ้องกลับได้ ผบ.ตร.บอกว่า ใครจะฟ้องก็ให้มาฟ้องที่ตน กล้าทำกล้ารับผิดชอบ เป็นคนออกคำสั่งตามอำนาจหน้าที่เมื่อผิดพลาดก็ยอมรับ พร้อมทิ้งปม “มีคนยุให้ฟ้องกันล่ะสิ”

เรื่องนี้ คนระดับ “ผบ.ตร.” ออกมาพูดยอมรับว่า ย้ายคนระดับ “รองผบช.ภ.2” เข้ากรุ เป็นเรื่องผิดตัว ผิวเผินคล้ายมุขตลกหัวตบถาดที่เล่นกันในคาเฟ่

ทว่าคนระดับนี้ ออกแอ็กชั่นขนาดนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องตลก เพียงให้สังคมโปกฮา

นักสืบมือฉมังระดับ “บิ๊กแป๊ะ” ใครเป็นใคร มองเห็นได้ทำนอง ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่

 

ย้อนไปเมื่อกลางเดือนธันวาคม 2558 ก็เคยเกิดเรื่องทำนองนี้ ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

เช้าวันที่ 15 ธันวาคม มีข่าวสะพัดในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เกิดปรากฏการณ์งัดข้อครั้งย่อมๆ มีข่าวว่า “บิ๊กแป๊ะ” ลงนาม ย้าย “รองโต้ง” พล.ต.ต.จารุวัฒน์ ไวศยะ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รองผบช.น.) ช่วยราชการที่ศปก.ตร.

สายวันนั้น พล.ต.อ.จักรทิพย์ เผยว่าได้ออกคำสั่งให้ พล.ต.ต.จารุวัฒน์ ช่วยราชการที่ศปก.ตร.จริงตามที่มีกระแสข่าว เพราะต้องการให้มาช่วยงาน

ทว่ามีเสียงวิจารณ์กันแซ่ด เรื่องเกิดเพราะมีเหตุผิดใจ ทำนอง “ฟ้องนาย” คำสั่งเด้งฟ้าผ่าจึงเกิดขึ้น

ช่วงนั้นรัฐบาลจับตาเรื่องการปราบปรามการค้ามนุษย์ เกิดกรณี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ อดีตรอง ผบช.ศชต.มือทำสำนวนคดีค้ามนุษย์ชาวโรฮีนจา ที่ขอลี้ภัยข้ามประเทศ มีข่าวเข้าหูบิ๊กแป๊ะ ว่ามีคนไปกระซิบบิ๊กในรัฐบาลว่า ผบ.ตร.ไม่ใส่ใจในการขับเคลื่อนงานด้านปราบปรามค้ามนุษย์ เรื่องเข้าหู ควันจึงออกหู

แต่ไม่ทันข้ามคืน เวลา 20.39 น.วันเดียวกัน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ก็มีคำสั่งให้ พล.ต.ต.จารุวัฒน์ กลับไปทำหน้าที่ในตำแหน่งรองผบช.น.ได้เหมือนเดิม สำนักงานกำลังพล ตร. มีหนังสือให้ส่งตัวกลับ ความว่า ให้พล.ต.ต.จารุวัฒน์ กลับไปทำหน้าที่รองผบช.น.ตามเดิม หลังสั่งให้ช่วยราชการที่ศปก.ตร.ตั้งแต่วันที่ 14 ธ.ค.ที่ผ่านมา ให้เหตุผลว่า ภารกิจที่ได้รับมอบหมาย ศปก.ตร.เสร็จสิ้นแล้ว จึงให้กลับปฏิบัติหน้าที่ต้นสังกัด

คำสั่งวันเดียว กลายเป็นประเด็นวิจารณ์กันขรม!?

วันที่ 16 ธันวาคม พล.ต.อ.จักรทิพย์ แจงเหตุย้ายวันเดียวว่า “ไม่ได้มีอะไรแอบแฝงเลย คนเข้าใจกันผิดเอง โดยตนจะเอามาช่วยงาน 2-3 สัปดาห์ ในเรื่องของข้อมูลขบวนการค้ามนุษย์ทั้งหมด จะเอาข้อมูลมาสนธิกับของ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รอง ผบ.ตร. เพื่อจัดให้เป็นระบบฐานข้อมูลปัจจุบัน ไม่เข้าใจว่าข่าวออกมาได้อย่างไรว่าไปโน่นไปนี่ เมื่อมอบหมายงานเสร็จสิ้นก็ส่งกลับ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รรท.ผบช.น.) ขอตัวกลับไปเนื่องจากภารกิจในนครบาลมีมาก เท่านั้นเองไม่มีอะไร”

นั่นคือคำชี้แจงของ ผบ.ตร.

ผบ.ตร.มีอำนาจ มีอำนาจตามกฎหมายในการออกคำสั่งให้ตำรวจตั้งแต่ระดับตำแหน่งน้อยกว่าตนช่วยราชการใน ตร.หน่วยใดก็ได้

ระดับ ผบ.ตร.ตัดสินใจใช้อำนาจ จะช่วยเหตุผล กลใด ย่อมมีความหมาย คงไม่ใช่เพราะไม่เข้าทรง!?

ครั้งแรกเมื่อปลาย 2558 ในวงการสีกากีปิดกันไม่มิดว่า “บิ๊กแป๊ะ” เจอของแข็ง เจอกระดูกเบอร์ใหญ่ เพราะใครๆ ก็รู้ “รองโต้ง” นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 37 มีแบคอัพระดับบิ๊ก แม้อยู่ในค่ายในสายเดียวกัน แต่หากสแกนดีๆ พี่แป๊ะ นรต.36 กับ น้องโต้ง เดินกันคนละไลน์

มาถึงกรณีล่าสุด ที่ “บิ๊กแป๊ะ” สั่งเด้ง “บิ๊กแหลม” แทบเป็นไปไม่ได้ ที่คนระดับ ผบ.ตร.จะเงื้อปากกาใช้อำนาจตามกฎหมายเด้ง รองผบช.รุ่นที่ “บิ๊กแหลม” ซึ่งจบ นรต. 34 เพียงเพราะชื่อใช่ นามสกุลคล้าย

นรต.รุ่นใกล้ รุ่น 36 กับ รุ่น 34 ใช่ว่าจะเป็นพันธมิตรกันเสียทีเดียว นรต.34 ก็มีขุมพลังอยู่ไม่น้อยในสายรัฐบาล สายอำนาจคสช. มี พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล จเรตำรวจแห่งชาติ สายในบ้านพระอาทิตย์ เป็นต้น

เรื่องนี้เมื่อ “น้องใหญ่” เขย่า “พี่เล็ก” จึงมีการออกแรงกันบ้าง
เมื่อเป็นเช่นนี้ ของแข็งปะทะของแข็ง คำสั่งที่ออกไปแล้วจึงต้องสั่งแก้ไข

อาจไม่ใช่ เพราะไม่ถูกต้อง เพียงแต่อาจไม่ถูกใจ !!

เรื่องเกิดขึ้นในห้วงที่ข่าวลือ ข่าวปล่อย ข่าวเขย่า ออกมาเป็นระลอก ปฏิกิริยาที่เก็บอาการทำนองแข็งใน อ่อนนอกไม่มิดชิดเช่นนี้ ไม่น่าจะเป็นผลบวก?