ตร.ท่องเที่ยวแถลงปิดจ๊อบ ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ รวบผู้ต้องหา 37 คน

17.02.18 | 10:21 น.

เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ที่ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ จ.สมุทรปราการ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว(รอง ผบช.ทท.) พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง พ.ต.อ.พนัญชัย ชื่นใจธรรม รอง ผบก.ทท.2 และ พ.ต.อ.นิธิธร จินตกานนท์ รอง ผบก.สปพ. ร่วมกันแถลงภายหลังหารือกับทางการประเทศกัมพูชา ของปัญหาขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ใช้ประเทศกัมพูชาเป็นฐานที่ตั้ง จึงบูรณาการกำลังเข้าตรวจค้นจำนวน 3 จุด สามารถจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมด 37 คน เป็นบุคคลสัญชาติไต้หวัน 6 คน คนไทย 26 คน และกัมพูชา 5 คน

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์กล่าวว่า ในจำนวนผู้ต้องหาทั้งหมดมี 1 คนที่มีหมายจับของประเทศไทย คือ นายประสพชัย วงศ์รินทิพย์ ข้อหา “ร่วมกันใช้และมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบฯ” ตามหมายจับศาลจังหวัดเชียงใหม่ ลง 27 กรกฎาคม 2560 ส่วนนายเฉิน หยวน ไข่ ชาวไต้หวัน หัวหน้าแก๊งซึ่งมีหมายจับของประเทศไทย ตามหมายจับศาลอาญา ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2560 ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน โดยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่น” หลบหนีไปได้

รอง ผบช.ทท.กล่าวอีกว่า ขณะจับกุม กลุ่มคนร้ายในแก๊งคอลเซ็นเตอร์กำลังโทรศัพท์หลอกเหยื่อ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างของประเทศไทย เบื้องต้นพบว่าคนไทยทั้งหมด มีทั้งส่วนที่เป็นผู้ร่วมขบวนการโดยสมัครใจ และบางส่วนก็ถูกบังคับให้ทำหน้าที่ โดยกักขังไว้ ทั้งให้เสพสารเสพติด บ้างก็ทำร้ายร่างกายเมื่อมีการขัดขืน จากการตรวจสอบทราบ พบว่าก่อนเข้าจับกุมกลุ่มคนร้ายได้โทรมาหลอกคนไทยในประเทศ จำนวน 18 ราย ซึ่งมี 1 รายที่ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินให้กับกลุ่มคนร้าย จำนวน 200,000 บาท จากแนวทางการสืบสวนพบว่าขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ดังกล่าวเป็นเครือข่ายของนายเฉิน หยวน ไข่ ชาวไต้หวัน และกลุ่มชาวมาเลเซีย ซึ่งก่อนหน้านี้เคยตั้งถิ่นฐานที่ประเทศไทย ก่อนที่จะถูกทางการไทยจับกุมตัวได้ ต่อมาได้รับการประกันตัวในชั้นศาล แล้วหลบหนีออกนอกประเทศ มาตั้งฐานที่มั่นในกรุงพนมเปญ และกรุงกัวลาลัมเปอร์ เพื่อทำคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงชาวไทย โดยใช้ประเทศกัมพูชาเป็นประเทศต้นทางที่ตั้งฐานปฏิบัติการ โดยร่วมมือกับชาวไต้หวัน จีน และมาเลเซีย บังคับคนไทยมาเป็นพนักงาน เพื่อหลอกลวงคนไทยด้วยกัน หากใครปฏิเสธก็จะกักขังและทำร้ายร่างกาย ซึ่งพฤติการณ์ก็ไม่ต่างจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศมาเลเซีย เจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป การกระทำของผู้ต้องหาทั้งหมดนี้เป็นความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น” และ “มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 342(1), 343 วรรคสอง ประกอบ ป.อาญา มาตรา 83 ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 5 และ 25 มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 1,000 บาท ถึง 14,000 บาท มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึง 15 ปี หรือปรับตั้งแต่ 80,000 บาท ถึง 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ