ในประเทศไทยมีการพูดถึงเรื่องสินเชื่อสำหรับผู้สูงอายุ (Reverse Mortgage) มานานหลายปีแล้ว โดยสินเชื่อดังกล่าวเกิดขึ้น เพราะแนวคิดที่อยากให้คนแก่นำบ้านไปกู้เงิน นำเงินมาใช้ในบั้นปลายของชีวิต
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา เริ่มเห็นความคืบหน้าเพราะได้มีการลงนามความร่วมมือระหว่างบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย (บตท.) รัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงการคลัง
กับองค์กรตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัยของเกาหลี (Korea Housing Finance Corporation :KHFC) เพื่อพัฒนาตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัยในไทย โดยเฉพาะสินเชื่อบ้านสำหรับผู้สูงอายุ บตท.ใช้โมเดลแบบของเกาหลีมาปรับใช้ในไทย
นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า พร้อมสนับสนุนให้ บตท.ออกสินเชื่อบ้านสำหรับผู้สูงอายุ ให้ผู้สูงอายุนำที่อยู่อาศัยมาเข้าธนาคาร แล้วให้ธนาคารจ่ายเงินให้รายเดือนจนกว่าจะเสียชีวิต เพื่อผู้สูงอายุนำเงินไปเลี้ยงชีพยามชรา
ซึ่งเป็นรูปแบบที่ประสบความสำเร็จในเกาหลีใต้ อยากผลักดันให้เกิดขึ้นในไทยภายในรัฐบาลชุดนี้ เพราะเรื่องนี้จะมาช่วยรองรับสังคมผู้สูงอายุที่กำลังเกิดขึ้นในไทย ช่วยลดภาระงบประมาณภาครัฐที่จะนำไปดูแลผู้สูงอายุ
แม้กลุ่มคนเกษียณมีการเตรียมเงินไว้บางส่วน แต่พบว่ายังไม่เพียงพอกับการดำรงชีพ หากจะดำเนินการในไทยต้องมีการแก้ไขกฎหมายของ บตท. และต้องอาศัยความร่วมมือจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) โดยเฉพาะ ธอส.อาจมาช่วยปล่อยสินเชื่อตรงนี้ได้
น.ส.บัณฑรโฉม แก้วสอาด ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการคลัง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สินเชื่อบ้านสำหรับผู้สูงอายุเป็นส่วนหนึ่งที่จะเข้ามาเสริมระบบประกันสังคม และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เพราะลำพังระบบประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพคงไม่เพียงพอที่จะให้คนแก่มีเงินใช้ดำรงชีพหลังเกษียณ อย่างไรก็ตาม การทำสินเชื่อบ้านผู้สูงอายุ มีตัวแปรที่มีความผันผวนสูง ทั้งการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์และการคำนวณอายุเฉลี่ยของผู้สูงอายุ เพราะต้องจ่ายเงินจนกว่าจะเสียชีวิต หากคำนวณไปแล้ว ผู้กู้อายุยืนกว่าที่จะประเมิน จะต้องมีแนวทางรองรับเพราะธนาคารคงไม่สามารถไปยึดที่อยู่อาศัยได้ทันที
ด้าน นางพรนิภา หาชัยภูมิ กรรมการและผู้จัดการ บตท.กล่าวว่า บตท.มีความพร้อมที่จะดำเนินการในเรื่องสินเชื่อบ้านสำหรับคนแก่ การเข้ามาทำเรื่องนี้ บตท.ไม่ได้หวังกำไร เป็นการทำเพื่อรัฐสวัสดิการ ก่อนหน้านี้เคยเห็นผลศึกษาที่ธนาคารแห่งหนึ่งทำไว้ น่าสนใจดี แต่ธนาคารดังกล่าวไม่ได้เดินหน้าต่อเพราะมองว่าไม่คุ้มค่า ดังนั้น บตท.จึงคิดจะดำเนินการเอง แต่ต้องรอให้แก้กฎหมายเรียบร้อยก่อน ขณะนี้การแก้กฎหมายอยู่ในขั้นการพิจารณาของกระทรวงการคลัง
ในเกาหลีทำเรื่อง Reverse Mortgage มา 9 ปี ผลประกอบการไม่มีกำไร แต่ไม่ขาดทุน กล่าวคือเสมอตัว องค์การตลาดรองฯเกาหลีไม่ได้ปล่อยกู้เอง แต่ใช้วิธีค้ำประกันให้ทั้งฝ่ายธนาคาร และค้ำประกันฝ่ายผู้กู้ คิดค่าธรรมเนียมในการค้ำประกัน 0.75% ของต้นเงินที่นำมากู้ และคิดดอกเบี้ยจากผู้กู้เท่ากับเงินฝากประจำ 3 เดือน +1% ถือว่าต่ำมาก ถ้าเทียบกับในไทยประมาณ 2%
โดยรูปแบบการให้สินเชื่อของเกาหลีมี 3 รูปแบบคือ 1.ให้เป็นเงินเดือนไปตลอดชีวิต 2.กำหนดระยะเวลาที่จะให้เงินเป็นเทอมคือ 20 ปี 30 ปี และ 3.ให้เป็นเงินเดือนและเครดิตไลน์ไว้ในยามจำเป็นหรือเจ็บป่วย
แต่ละรูปแบบจำนวนเงินที่ได้ต่อเดือนจะแตกต่างกัน ซึ่งในเกาหลีมีข้อดีที่ บตท.เห็นว่าควรเอามาเป็นต้นแบบ คือหากจำนวนเงินที่ให้กับผู้กู้มากกว่าสินทรัพย์จะไม่เรียกคืนส่วนต่างกับทายาท องค์กรตลาดรองฯเกาหลีจะแบกรับภาระไว้เอง
แต่ถ้ากู้ไปแล้ว เสียชีวิตเร็วและมูลหนี้ที่ได้รับไปน้อยกว่าหลักทรัพย์ เกาหลีจะคืนส่วนต่างให้ทายาท และทายาทสามารถมาไถ่ถอนคืนได้ ตรงนี้ถือว่าเป็นแนวทางที่เป็นมิตรกับผู้กู้มาก ไม่เหมือนในสหรัฐที่จะมีการเรียกคืนส่วนต่างจากทายาท หากเงินที่ให้ไปสูงกว่ามูลค่าสินทรัพย์
ในการคำนวณเงินกู้คิดจากมูลค่าเพิ่มของสินทรัพย์ที่จะเกิดขึ้นในช่วง 20-30 ปีข้างหน้าเข้าไปด้วย ส่วนการคำนวณเงินรายเดือนคิดตามอายุของผู้กู้คือเริ่มต้น 60 ปี ไปจนถึงอายุ 80 ปี อาทิ อายุ 60 ปี จะได้เงินเดือนน้อยหน่อยเหลือเวลาอีกนาน อายุ 70 ปีจะได้มากหน่อย หากได้รับเงินกู้ไปจนครบตามกำหนดที่ตกลงกันไว้ เกาหลีจะให้อาศัยอยู่จนกว่าจะเสียชีวิต ไม่ไล่ที่ ซึ่งในช่วงแรกๆ ที่เปิดตัวสินเชื่อตัวนี้คนเกาหลีเข้าร่วมน้อย เพราะคนเกาหลีมีวัฒนธรรมคล้ายคนไทยคือต้องการเก็บสมบัติไว้ให้ลูกหลาน แต่ในระยะหลังเริ่มเปลี่ยนไปและมีคนมากู้มากขึ้น จนล่าสุดตัวเลขผู้กู้ของเกาหลีอยู่ที่ 3.5 หมื่นราย
สำหรับในไทยนั้นสินเชื่อนี้จะเกิดขึ้นได้หรือไม่คงต้องขึ้นอยู่กับนโยบาย เพราะต้องแก้กฎหมาย บตท. เพื่อให้สามารถดำเนินการได้ บตท.ได้ศึกษาเบื้องต้นไว้บ้างแล้ว โดยกำหนดผู้กู้อายุตั้งแต่ 60 ปีเหมือนกับเกาหลี กำหนดวงเงินกู้ไว้ 50% ของหลักทรัพย์ค้ำประกัน เพราะอีก 50% ที่เหลือจะถือเป็นดอกเบี้ยที่ บตท.ต้องได้รับ ซึ่งการคิดดอกเบี้ยกับผู้กู้นั้นจะต้องต่ำมากๆ ไม่เช่นนั้นดอกเบี้ยจะทบต้น เนื่องจากระยะเวลาการให้เงินนาน 20-30 ปี
ผู้กู้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรในระหว่างที่มีชีวิต เพราะได้คำนวณรวมมูลค่าบ้านที่นำมากู้ รวมดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และมูลค่าเพิ่มในอนาคตไว้แล้ว สมมุติบ้านถูกตีมูลค่าที่ 4 ล้านบาท จะสามารถกู้ได้ 50% คือกู้ได้ 2 ล้านบาท บตท.จะจ่ายเงินให้ 20 ปี ประมาณเดือนละ 1 หมื่นบาท หลังจากที่ผู้กู้เสียชีวิตบ้านก็จะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ บตท.สามารถนำไปขายทอดตลาด หรือถ้าลูกหลานจะมาไถ่ถอนคืนก็ได้
“บตท.มีการเตรียมพร้อมและศึกษาในเรื่องนี้พอสมควร การจะเดินหน้าเมื่อไหร่ เดินหน้าอย่างไรนั้นคงต้องอยู่ที่นโยบาย หาก บตท.ไม่ได้ทำเอง และรัฐอยากให้แบงก์รัฐอื่นทำแทน บตท.ก็ยินดี เพราะเรื่องนี้ถือเป็นรัฐสวัสดิการ ดังนั้นใครทำเหมือนกัน เป็นการช่วยคนไทยเหมือนกัน”
หลังจากมีข่าวเรื่องนี้ออกไปเมื่อช่วงปีที่ผ่านมา มีผู้สนใจสอบถามเข้ามาที่ บตท.พอสมควร ขอให้อดใจรอข้อสรุปจากภาครัฐ
ถ้าอ่านสัญญาณจากสัมภาษณ์ของปลัดกระทรวงการคลังล่าสุด น่าจะได้เห็นสินเชื่อบ้านคนแก่ในไม่ช้านี้

