จากกรณีเพจเฟซบุ๊กของ มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ เปิดเผยเมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา ถึงการแชร์กำหนดการ การแถลงข่าวโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ในวันที่ 29 มีนาคมนี้ ซึ่งในส่วนพิธีเปิด มีการระบุชื่อ อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม นักประวัติศาสตร์ชื่อดัง ร่วมในพิธี พร้อมกับปลัดกรุงเทพมหานคร คณะผู้บริหารโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา โดยผู้จัดงานไม่ได้ตรวจสอบว่าอาจารย์จะไปหรือไม่ และนำชื่ออาจารย์ไปใช้โดยพลการ พร้อมขอให้ทางผู้จัดงานช่วยออกมาแสดงความรับผิดชอบ
ต่อมาวันเดียวกัน เพจเฟซบุ๊ก “Chao Phraya for All” ซึ่งจัดทำโดย สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ที่ปรึกษาโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา (Chao Phraya for All) ได้โพสต์ข้อความตอบกลับว่า
“ทีมงานโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาได้เข้าพบอาจารย์ศรีศักร เพื่อเรียนเชิญมาร่วมงานวันที่ 29 มีนาคม และได้กราบขอโทษ ซึ่งอาจารย์ศรีศักรก็ไม่ได้ถือโทษโกรธเคืองแต่อย่างใด ท่านได้พูดคุยอย่างเป็นกันเอง พร้อมทั้งให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับการดูแลพื้นที่วัฒนธรรม การพัฒนาชุมชนและภูมิทัศน์ ส่วนกำหนดการที่เผยแพร่ออกไปนั้น เป็นเพียงร่างกำหนดการที่ทางทีมงานเตรียมไว้สำหรับนำไปเชิญอาจารย์ศรีศักรเท่านั้น แต่เนื่องจากสื่อสารกันผิดพลาดภายในทีมงาน จึงส่งเอกสารออกไปผิดฉบับ ขออภัยมา ณ ที่นี้ ฝ่ายประชาสัมพันธ์”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้ติดต่อไปยังทีมงานของโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ได้รับการยืนยันว่าได้เดินทางไปพบอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม จริงตามที่โพสต์ในเฟซบุ๊ก ซึ่งกำหนดการแถลงข่าวเปิดตัวโครงการที่แชร์กันนั้น เป็นร่างกำหนดการที่เตรียมไว้พร้อมกับหนังสือเชิญอาจารย์ไปร่วมงาน ยังไม่ใช่กำหนดการเชิญสื่อมวลชนที่แท้จริง แต่ขณะนั้นมีสื่อสำนักหนึ่งติดต่อขอกำหนดการ ทีมงานได้เกิดการสื่อสารผิดพลาด จึงได้ส่งกำหนดการฉบับดังกล่าวไป ซึ่งเรื่องนี้ได้ชี้แจงและกราบขอโทษอาจารย์ศรีศักรแล้ว ท่านก็เข้าใจ ซึ่งท่านได้แจ้งว่าวันดังกล่าวติดธุระ ไม่สามารถร่วมงานได้ อย่างไรก็ตาม กำหนดการแถลงข่าวยังคงเป็นไปตามกำหนดการเดิมคือในวันที่ 29 มีนาคม เวลา 13.00 น. ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยมีนายพีระพงษ์ สายเชื้อ ปลัด กทม.เป็นประธาน
ขณะที่เพจเฟซบุ๊กของ มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ได้นำข้อความดังกล่าวมาแชร์ พร้อมระบุว่า “ในข้อความไม่ได้กล่าวถึงสิ่งที่อาจารย์ศรีศักรได้กล่าวกับคณะไว้อย่างสำคัญ ประการหนึ่งคือ อาจารย์นั้นมี ‘จุดยืน’ ที่ชัดเจน นั่นคือไม่เห็นด้วยกับการสร้างเส้นทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา ดังนั้น เพื่อให้ท่านทั้งหลายหมดความสงสัยใน ‘ความกำกวม’ ของการกระทำเช่นนี้ จึงขอเน้นจุดยืนของอาจารย์คือไม่เอาเส้นทางเลียบแม่น้ำ ส่วนจะพัฒนาพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยากันอย่างไรนั้นไปช่วยกันคิดในแง่มุมที่ทำให้เกิดความก้าวหน้า ไม่ทำร้าย ทำลายชุมชน และไม่เห็นแก่ทุนมหาศาลที่พยายามสร้างแลนด์มาร์กเจ้าพระยา เพิ่มมูลค่าแม่น้ำในทางเศรษฐกิจแต่ฝ่ายเดียว เพราะจะเป็น ‘ความย่อยยับทางภูมิทัศน์วัฒนธรรมของเมืองประวัติศาสตร์กรุงเทพฯ ธนบุรี’ อย่างแท้จริง”


