เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดงานเสวนาธรรมศาสตร์สู่สังคม ครั้งที่ 1 เรื่อง “ภัยร้าย “ฝุ่น” กลางเมือง” โดยมี นายสุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มธ.และอดีตอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กล่าวว่า มลพิษทางอากาศในกทม.เกิดขึ้นตั้งแต่ 10 ปีก่อนและมักเกิดขึ้นในช่วงเดือนมกราคมถึงเมษยายนของทุกปี เนื่องจากรอยต่อของสภาพภูมิอากาศจากหน้าหนาวผลัดเปลี่ยนสู่หน้าร้อน อากาศนิ่งและความกดอากาศสูง เกิดมลพิษสะสมในเขตเมือง ประกอบกับการก่อสร้างตึกสูงจำนวนมากในพื้นที่กรุงเทพฯ ทำให้ฝุ่นไม่สามารถระบายตัวได้ แต่หลังจากเดือนเมษายนไปแล้วท้องฟ้าจะเป็นสีฟ้าทุกปี กรุงเทพฯ จึงกลายเป็นเมืองฟ้าสองสี สำหรับสถานการณ์ฝุ่นละอองในพื้นที่กรุงเทพฯ ระหว่างปี 2560-2561 ไม่ได้สูงกว่าตั้งแต่ปีที่เริ่มมีการตรวจวัดค่าฝุ่นละอองขนาดเกิน 2.5 ไมครอน เมื่อปี 2554 ซึ่งพบว่าในปี 2560 ค่าเฉลี่ยรายปีของค่าฝุ่นละออง 2.5 ไมครอน อยู่ที่ 26 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) ลดลงร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับปีสูงสุดในปี 2556 ที่มีค่าเฉลี่ย 2.5 ไมครอนสูงถึง 35 มคก./ลบ.ม.
นายสุพัฒน์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้คพ.กำลังพิจารณาให้นำมาตรฐานน้ำมันและรถยนต์มาตรฐานยูโร 5 มาใช้ในปี 2566 ซึ่งยูโร 5 จะช่วยลดมลพิษจากกำมะถัน 50 ppm เหลือเพียง 10 ppm และช่วยระบายมลพิษทางอากาศได้ดีขึ้น เช่นเดียวกันกับรถจักรยานยนต์มอเตอร์ไซค์ 4 จังหวะ แต่ปัจจุบันบิ๊กไบค์นิยมปรับแต่งท่อไอเสียทำให้ท่อไม่กรองฝุ่น ประเด็นท้าทายขณะนี้คือ ฝุ่นละอองขนาดเล็ก โอโซนและตึกสูง จะทำให้สถานการณ์แย่ลง รวมถึงปริมาณรถยนต์มากขึ้นในพื้นที่กรุงเทพฯ 9.8 ล้านคันจากเดิม 20 ปีก่อนมีเพียง 2.3 คัน ฝุ่นจะสะสมมากขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุหลัก
นายสุพัฒน์ กล่าวอีกว่า ขอเสนอมาตรการเร่งด่วนเฉพาะกิจระยะเวลา 90 วัน สำหรับช่วงกุมภาพันธ์-เมษายนของทุกปีเพิ่มเติมจากช่วงปกติ โดยเสนอให้ 1.ลดจำนวนแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศ เช่น ขยายพื้นที่จำกัดเวลารถบรรทุกเข้า-ออกในเขตกทม.เพิ่มเขตรอยต่อกับจังหวัดปริมณฑลออกไปถึงวงแหวนรอบนอก จำกัดเวลารถบรรทุกขนาดเล็กตามพ.ร.บ.การขนส่งทางบกหรือป้ายทะเบียนสีเขียวเข้าเขตกรุงเทพฯ ในชั่วโมงเร่งด่วน หากไม่ดีขึ้นจำกัดรถส่วนบุคคลตามทะเบียนเลขคู่ในวันคู่และเลขที่ในวันคี่ และออกประกาศจังหวัดห้ามเผาในที่โล่งอย่างเด็ดขาด 90 วัน และ 2.ลดปริมาณการระบายมลพิษทางอากาศจากแหล่งกำเนิด จะทำให้ปริมาณโดยรวมปล่อยมลพิษลดลง เป็นต้น
เมื่อถามว่ามาตรการของผู้ว่าฯกทม.ให้ล้างถนนและฉีดน้ำในอากาศลดฝุ่นละออง นายสุพัฒน์ กล่าวว่า ได้บางส่วนเพราะส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นมาจากการฝุ่นฟุ้งกระจาย ซึ่งฝุ่นมีน้ำหนักและสุดท้ายจะตกลงตามพื้นที่ถนน ดังนั้นการทำความสะอาดพื้นถนนจะช่วยลดฝุ่นละอองได้ระดับหนึ่ง และฝุ่นเหล่านี้ถ้ารถยนต์ทับผ่านจะมีความละเอียดมากขึ้น กทม.ควรนำรถดูดฝุ่นที่มีไม้กวาดออกทำความสะอาดในระยะนี้เพราะจะช่วยบรรเทาได้ แต่การฉีดน้ำในอากาศช่วยได้น้อยมาก เพราะน้ำมีละอองขนาดใหญ่ไม่ได้เป็นฝอย โอกาสที่จะเจอฝุ่นขนาดเล็กจึงยาก ควรเป็นน้ำแบบละอองน้ำขนาดเล็กถึงจะช่วยเกาะจับฝุ่นได้
รศ.นันทวรรณ วิจิตรวาทการ นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านฝุ่นและผลกระทบ คณบดีวิทยาลัยโลกศึกษา มธ. กล่าวว่า การนำยูโร 5 มาใช้ไม่อยากรอให้ถึงปี 2566 เพราะประชาชนไม่สามารถเพิกเฉยต่อปัญหาฝุ่นละอองได้ ทั้งนี้ คพ.ได้กำหนดค่าเฉลี่ยต่อปีของพีเอ็ม 2.5 เท่ากับ 25 มคก./ลบ.ม.และค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงเท่ากับ 50 มคก./ลบ.ม.สูงกว่าค่ามาตรฐานขององค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกา (US.EPA) กำหนดไว้เฉลี่ยรายปีอยู่ที่ 15 มคก./ลบ.ม.และค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงเท่ากับ 35 มคก./ลบ.ม.และองค์การอนามัยโลกกำหนดค่าเฉลี่ยรายปีเท่ากับ 10 มคก./ลบ.ม.และค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงเท่ากับ 25 มคก./ลบ.ม.จึงเสนอให้ลดค่ามาตรฐานของฝุ่นละออง ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแจ้งรถเมล์ควันดำและการเผาไหม้เพื่อให้รัฐดำเนินการตามมาตรการ รวมถึงให้มีระบบเตือนภัยประชาชนถึงพื้นที่ที่มีค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐานเพื่อปกป้องอัตราการเกิดโรค หากฝุ่นละอองเกิดขึ้นทุก 3 เดือนของทุกปีประชาชนคงทนไม่ไหว เพราะคือ 1 ส่วน 4 ของชีวิต ส่วนผู้บริหารและนักการเมืองชอบบอกว่าคนไทยอึดหรือเคยชินแล้วจะกล่าวเช่นนั้นไม่ได้
ศ.พญ.อรพรรณ โพชนุกูล หัวหน้าหน่วยงานโรคภูมิแพ้ คณะแพทยาศาสตร์ มธ. กล่าวว่า คนกรุงเทพฯ เป็นโรคภูมิแพ้กว่าครึ่งของจำนวนประชากรทั้งหมด พบว่าโรคโพรงจมูกอักเสบภูมิแพ้ในเด็กร้อยละ 40 โรคหอบหืดในเด็กร้อยละ 10-15 ส่วนผู้ใหญ่โพรงจมูกร้อยละ 20-25 ปัจจุบันโรคภูมิแพ้ไม่ได้เกิดจากฝุ่นละอองเท่านั้น เกิดจากหลายเหตุผล คือ 1.อากาศชื้นมีสารก่อภูมิแพ้มากในอากาศ เช่น ไรฝุ่น 2.สารก่อภูมิแพ้นอกบ้าน เช่น ละอองเกสร และ 3.เชื้อไวรัสเจริญตัวได้ดีในช่วงหน้าหนาวทำให้เป็นหวัดง่าย ส่วนฝุ่นละอองขนาดใหญ่ทำให้เกิดภูมิแพ้ทางเดินหายใจหลอดลม ซึ่งจมูกจะกรองได้เฉพาะฝุ่นขนาดใหญ่ ส่วนขนาดเล็กไม่สามารถกรองได้ ทำให้พบคนไข้มีอาการภูมิแพ้ส่วนบนมากขึ้น เช่น ไอง่าย จาม คันคอ น้ำมูกไหล คัดจมูก คันตา ฯลฯ พบได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรในกรุงเทพฯ ถ้าไม่นำฝุ่นออกจากจมูกจะเกิดอาการติดเชื้อได้
“สำหรับสถานการณ์ฝุ่นประชาชนไม่ต้องตื่นตระหนก อยากให้ใช้ชีวิตตามปกติ แต่ปัญหาฝุ่นจะมีผลกระทบมากต่อกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้เป็นโรคภูมิแพ้ กลุ่มผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้หญิงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะผู้สูบบุหรี่จะนำไปสู่โรคหลอดลมอักเสบและโรคถุงลมโปร่งพอง ดังนั้น กลุ่มผู้ที่เสี่ยงต่อการมีอาการ ควรปฎิบัติตาม 4 คำแนะนำ ได้แก่ 1.หลีกเลี่ยงการออกออกกำลังกายหรือกิจกรรมกลางแจ้งในบริเวณที่มีฝุ่นมาก และให้งดกิจกรรมการวิ่งมาราธอนในเขตเมือง 2.สวมผ้าปิดจมูกหรือหน้ากากอนามัยชนิด N95 ปัจจุบันราคา 50 บาท สามารถใช้ได้ 14-21 วัน แต่ใส่แล้วอึดอัด ไม่เหมาะกับไทยและยังไม่มีขนาดสำหรับเด็ก 3.ผู้ป่วยโรคหืดหอบควรพกยาพ่นสม่ำเสมอ และ 4.พกน้ำตาเทียมหรือล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ” รศ.พญ.อรพรรณ กล่าว

